ລາວໂຮມລາວ ເພື່ອປະຊາທິປະໄຕ

Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: ນາຍຈ້າງໄທ ຂົ້ມຂືນລູກຈ້າງສາວລາວ
Anonymous

Date:
ນາຍຈ້າງໄທ ຂົ້ມຂືນລູກຈ້າງສາວລາວ
Permalink   
 


 

รวบเตี๋ยว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 มิ.ย. ร.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นับผ่องศรี รองสว.กก.1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี (ปดส.) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 10 นาย เข้าตรวจค้นร้านขายก๋วยเตี๋ยวไม่มีชื่อ ตั้งอยู่บริเวณถนนสายบายพาสเลี่ยงเมืองชลบุรี เลขที่ 22/19-20 หมู่ 1 ต.หนองข้างคอก อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นร้านของนายรุ่งเพชร สามารถ อายุ 47 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หนองข้างคอก

สืบเนื่องจากวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา พลเมืองดีได้ช่วยเหลือน.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และน.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี เป็นคนงานต่างด้าวชาวลาว ขณะวิ่งหนีออกมาจากร้านดังกล่าว พร้อมร้องขอให้ช่วยเหลือ โดยกล่าวว่าถูกนายจ้างคือนายรุ่งเพชร ข่มขืนกระทำชำเราติดต่อกันมานานนับเดือน และไม่จ่ายค่าจ้างแรงงานด้วย ทางพลเมืองดีจึงได้นำตัวเด็กทั้ง 2 คน เข้าแจ้งความที่องค์กรพิทักษ์สตรีในประเทศไทย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทางองค์กรพิทักษ์สตรีในประเทศไทยจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกำลังมาตรวจต้นภายในร้านดังกล่าว

ผลตรวจค้นพบหลังร้านเป็นอาคาร พาณิชย์ 2 ชั้น ชั้นบนพบเด็กเป็นคนงานต่างด้าวชาวลาวจำนวน 6 คน ทราบชื่อคือ น.ส.ผา อายุ 15 ปี น.ส.ปลา อายุ 15 ปี น.ส.นาง อายุ 17 ปี น.ส.บัง อายุ 16 ปี น.ส.รัก อายุ 16 ปี และน.ส.อ้าย อายุ 17 ปี กำลังทำงานอยู่ พอพบตำรวจต่างก็ดีใจ วิ่งขอความช่วยเหลือทันที

จากการสอบสวนเบื้องต้นทางลูกจ้าง สาวลาวให้การว่า มาสมัครงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวดังกล่าวเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยต้องทำงานตลอดทั้งวัน หลังจากเลิกงานนายจ้างคือนายรุ่งเพชรก็ไล่ทุกคนขึ้นไปนอน หลังจากนั้นก็บังคับข่มขืนเรียงคิวทีละคนจนสำเร็จความใคร่ โดยนายรุ่งเพชรกระทำวิตถารบังคับให้ทุกคนนั่งดูการข่มขืนของตัวเองคล้ายคน โรคจิต จนทุกคนทนไม่ไหว นอกจากนี้ตลอดระยะ 3 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 2,500 บาทไม่เคยได้รับจากนายรุ่งเพชร



__________________
ลาวหนองคาย

Date:
Permalink   
 

โคตรแม่มริงบักจูมมาลี บักทองสีง และ บักคำตาย860ล้านดอน

เชีนโคตรมริงมาอ่านข่าวนี้ด้วย

ถ้าไม่มี คมน เข้ามา ใน อดีต ราขอาณาจักรลาว ปี 2518

พี่น้องลาวกูกะไม่ถุก พวกหมาสยาม มันทำอย้่างนี้ละ


หมาสีเแม่มริง ลาว ใน สปปล ถูก แกวหัว ขอด ข่มขื่น
ลาว ที่ ปบ คมน ลาวแดงมริงถูก พวกเหี้ยสยาม ทำอย่างเดียว แบบแกวแดกหมา

นำเอาพวกผู้นำ แนวลาวทุกคน มาป่าดคอ ที่เดี่นธาตหลวง ด้วย




__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

*ชนะมาร ยกแรก เริ่มแตกแถว
*คิดแหวกแนว ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
*เผยทาสแท้ ที่เห็น จนเป็นไป
* ขอได้ไหม..สงสารเขา..เหล่าวีรชน

*ไม่สงสาร เหล่าวีรชน คนแอบเห็น
*เลือดน้ำตา ไหลกระเซ็น จนเป็นผี
*อุดมการณ์ สานให้ จนได้ดี
*มาวันนี้ กลับลืมเลือน ไม่เหมือนเดิม


*คิดให้ดี เถิดเพื่อน ย้ำเตือนไว้
*แม้นอยากดี อยากได้ ใช่ฮึกเหิม
*เสียงทะเลาะ ดังลั่น มันคอยเติม
*ยิ่งมาเพิ่ม ความแค้น จนแน่นใจ


เห็นกระดูก ชิ้นใหญ่ ตั้งใจงับ
*เริ่มสับปลับ สับสน จนไร้ค่า
*ลืมคืนวัน ร่วมสู้ คู่เคียงมา
*ฤ ผีห่า สิงร่าง อำพรางตน


*มันเสียดแทง ความรู้สึก กว่านึกฝัน
*อำนาจมัน เย้ายวน ชวนสับสน
*เข้ายื้อแย่ง โธ่เอ๋ย นี่หรือคน
*ช่างวกวน เปลี่ยนผัน ทันท่วงที


*ลืมที่นี่ มีคนตาย ขายอุดมคติ
*ใจเริ่มปริ ทวงอำนาจ ที่วาดหวัง
*สร้างรอยร้าว ต่อเติม เพิ่มความชัง
*ลืมพลัง ลืมรอยเลือด และน้ำตา

นึกไม่ออกว่า ไอ้เหี้ย แกว Caì Son ทำประโยชน์อะไรให้คน ล า ว บ้าง แต่จำได้ว่ามันใช้เงินภาษีของประชาชนไปบำเรอความสุขส่วนตัวอย่างฟุ่มเฟือยมาก ก่อนมันชีตายในท้ายปี 1992

เหตุนี้ละ
ลาวทังโลก ต้องการ ให้ ลูกชายมัน 3 คน (บักผีห่าไชสมพร รองปธ สภา บักผีหุง สันตีภาพ อทีบดี ภาษี และ บักนายพลตรี ผีก่องก่อย สันยาลัก) ไปขุด ศพ พ่อ มันขื้นมา ให้ ปชช เยี่ยว ไส่ เพราะ มันนำเอาลัดที จอมปลอม นี้เขามา ใน ลาว เมื่อ36 ปีก่อน

__________________
Laoxiengmai

Date:
Permalink   
 

บัก บอด อีอ้วน อี่เสิอ11โตแดกไม่หมด นี่ เหรอ ทหารมึง ? ความจริง 10 เมษา ใคร? อุ้มประชาชน Part2.flv http://www.youtube.com/watch?v=Gpf4PauDgLs&NR=1

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

การที่ ดร คำเผยพูด ในวันที 16 06 คิด และ แสดงพฤติกรรมอะไรออกมา..ย่อมไม่มีมนุษย์ตัวใหนจะรู้ดีกว่า ดร คำเผย..และ สามารถจะอ่านใจ ดร คำเผยออกแน่นอน..การกระทำต่างๆของ ดร คำเผย ..มี แต่ ดร คำเผยเท่านั้น ที่รู้ดีที่สุด

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

จูมมาลี คำตาย860ล้านดอน บุนยัง อี่ ทองหวีน กะว่าทำให้ประชาชนสับสนมากๆและจะกลายเป็น เจ้าพ่อนักบุน เพื่อทำให้ความชั่วของมันหายไปหรือทำให้คนไม่คิดถึง แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม ยิ่งให้ลิ่วล้อรักหอมทอดทูน ยิ่งทำให้ต่ำทราม เพราะมันเลยจุดวิกฤตที่จะกลับไปบอกว่า พวกหมานี้ เป็นคนดี มันเหลือแต่ ความเป็นคนชั่วและจะชั่วอีกเท่าไร หรือชั่วอย่างไรเท่านั้น อย่าหาอะไรมาหลอกชาวบ้านว่าเป็นคนเก่งและ ดี อีกเลย คนรู้หมดแล้ว ว่าพวกมริงโกงชาติอ่อนเพียในการครองเมือง

ไอ้จูมมาลี ทองสีง คำตาย บุนยัง ไชสมพร สันยาลัก สันตีภาพ พมวีหี และ พวกคนพรรคห้นาหมาทุกๆคน...ไอ้หมาบ้า
พ ว ก นี้ มันสามารถทำสิ่งดีๆให้เหี้ยๆหมด ทำสีขาวให้เป็นสีดำ ทำคนให้เป็นหมาหมด...เพราะการเป็นหมาของพรรค คมน ลาวแดงรับใช้แกวหัวขอด ทุกรูบแบบ มันหมายถึงอำนาจ ผลประโยชน์และการมีอภิสิทธิต่างๆอย่างสูงสุด 36 ปี ผ่านมา นี้เอง...จึงไม่ต้องสงสัยทำไมไอ้ นักการเมืองพรรค โหลๆ ไอ้กลุ่มบุคคลที่หาแดกทางการเมืองจะหอนสอพลอ
โค ต ร แ ก ว มัน จนลืมความเป็นคน ล า ว ของตัว เอง....นี่คือสังคม พรรค ลาวแดง ...นี่คือวัฒนะธรรมพรรคแนวลาว ตัวจรีง

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

สังคม ลาวแดง แม่งเป็นสังคมที่ปลอดความ จริง...เป็นสังคมที่ความจริงกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว..เป็นประเทศเดียวในโลก นี้ที่แม่งเขียนกฎหมาย ปี 1991(16ปีดีๆ พวกหมาครองเมืองโดยไม่มีกฎหมายสุงสุดของ ปท โจรครองเมืองจรีงๆ)มาห้ามประชาชน ลาว พ่อแม่กรุ 6 ล้านคน พูดความจริง.....แล้วประชาธิปไตยขี้ ตีนมันอยู่ตรงใหน..ขนาดฆ่.าคนล้มตายอย่างหมูอย่างหมา 2 สามแสนคน พระเจ้าแผ่นดีนทังราชวงค์ แม่งยังพูดไม่ได้...ไอ้ พวกหาแดกทางการเมือง พรรคทุกตัว..คือกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไอ้ เจ้าหมาบ้าฝูงนี้...ตราบใดยังไม่กล้ากับไอ้นักการเมือง ยังเกรงใจไอ้นักการเมือง ยังหลับหูหลับตาเป็นปลื้มไอ้นักการเมือง...ความยุติธรรมไม่มีเกิดขึ้นแน่... เพราะการเมือง
ล า ว มันคือเรื่องของเจ้า คมน ผดก แนว ลาว ที่ รับใช้โคตรแกวมัน อย่งชี้นสตี แสนโคจรชั่ว

ลาวทังโลกเตรียม กระทิบมันไป ที่ เวียงไช บ้านที่ มันมา เมื่อ ปี 2518
แล้วมาโปโล ที่ วจ เรา เห็น
แล้ว
วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี่ วิ่วี
แล้ว
ฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่าฆ่า ฆ่ า
แล้ว
เ ต ะ ล า ว เ ส รี เีวี ย ง จั น ท น์ อ อ ก น อ ก ป ท 5 00 000 แ ส น แ บ บ บ้ า เ สี ย ส ตี
แล้ว
ล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้น ปล้น ปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้นปล้น
แล้ว
ยิดยิดยิดยิดยิดยิด ยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิดยิด

บ้านเรือนเขา แบบโจร500เลย


__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

สิงคโปร์ พัฒนา ระบบ ประชานิยมมา ตั้งแต่ปี พศ 1965(10ปี ก่อนพวกโจร แนวลาวชีออกถ้ำ ว.ไช มา วจ เรา) หลังจากที่ไอ้เหี้ย ไกสร อุ้ม พระเจ้าแผ่นดีน เรา แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์ แทน ..ตอนนี้ไอ้ จูมมาลี ให้ลูกน้องด็อกเตอร์ มันออกมาบอกว่า ระบบประชานิยมไม่ดี ทําให้ลูกหลานชิบหาย(แต่มันปกปีด ลาว ใน สยาม ปท เดียวนี้ 7 แสน หมาส๊ี้แม่มริง ปกปีดลงไป )..แต่ไม่บอกว่า ชิบหายแบบสิงค์โปร์ ที่ ร้ำรวยเป็นเจ้าโลกหรือเปล่า..ที่เห็นๆสังคม ล า ว ของไอ้ คำตาย 860ล้านดอน ไกสร พมวีหี (ลูกมัน3 คน ไชสมพร สันยาลัก และ สันคีภาพต้องรับผีตชอบนะ)ตูมมาลี บุนยัง ทองสีง
มันชิบหาย ล้าหลังทุกยาก ขอทานแดกห่า เห้นๆ

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา
ศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมาศาล คมนลาวแดง ไอ้เหี้ย หน้าส้นตีน ขนหมอย แต ดหมา

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ทุกๆ วันสุก วันนี้รายการ เสียงปชช ที่ ปารีสเริ่มออนแอร์เวลา 24 ชั่วโมง เมือง ลาว ท่านพร้อมที่จะร่วมออกรายการ เสียงประชาชนคน ลาว หรือยัง สมัครกันเข้ามานะครับ เสรีชน ล า ว จัดให้ท่านได้ระบายความรู้สึกที่มีต่อ ค ม น แนวลาวห้นาหมา ที่กดขี่ข่มเหง ค น ล า ว มานาน ก่วา36 ปี

www.radiochampamuonglao.free.fr

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

อาจารย์ Dr Khampheui !!
สาวกจูมมาลี ทั้งแก๊งค์ ออกมาพ่นว่า ระบบ สังคม(บ็)นิยม ยังใช้กับเมือง ล า ว ได้ ต้องไช้ อีก 100 ปี เพราะเรายังพัฒนา แต่ ล้าหลังอยู่..แล้วสามสิบหกปี ไอ้เหี้ย จูมมาลี มันไป ลี้ อยู่ที่ใหนมา หริอ มันไปช้นดมหี เมยมัน บ็

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 


http://www.youtube.com/watch?v=s0zllFbFAsE
http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=41009

หริอ เข้าไป ที่ google แล้ว พีมพ์

ปัญหาประเทศไทย (ธงชัย วินิจจะกุล)(1)

ไทยลาว แยกกันเถอะ



ธงชัย วินิจจะกูล: ปาตานี, รัฐไทยยุคหลังสมัยใหม่ และปัญหาของจินตภาพรัฐเดี่ยว

วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:15:00 น.

Share9





(ที่มา ตัดทอนจากรายงานข่าว "ธงชัย วินิจจะกูล": ปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่ (1) โดย จริงใจ จริงจิตร โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ) และ มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท)


ปลายเดือนมิถุนายน 2554 แวดวงประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี กลับมาคึกคักอีกครั้งจากการมาเยือนของ "ธงชัย วินิจจะกูล" อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์สังหารหมู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งวันนี้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา


หนึ่งในหลายกิจกรรมที่ปัตตานีคราวนี้คือ การนำเสนอต่อที่สัมมนาทางวิชาการเรื่อง "ประเด็นปัญหาปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่" ณ ห้องมะปราง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ต่อไปนี้ เป็นมุมมองของ "ธงชัย วินิจจะกูล" ที่นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการ ในช่วงเช้าของวันที่ 29 มิถุนายน 2554


ขอบคุณที่ชวนผมมาร่วมรายการวันนี้ ต้องสารภาพว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้เลย เพราะความสนใจของผมจะโฉบไปโฉบมารอบๆ อันนี้


หลายท่านคงจำได้ว่า ผมมาพูดเมื่อปี ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) ก่อนเกิดเหตุการณ์อะไรต่างๆ ตามมา 2–3 ปีผ่านไป ผมยังนึกว่า เราไปพูดอะไรไว้ ไปมีส่วนช่วยก่อปัญหา ก่อความเดือดร้อนด้วยรึเปล่า ความสนใจของผมคือการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไทยมาตรฐาน ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ความสนใจอันนี้ติดอยู่ในใจมากเลย


ผมสนใจการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ในเมืองไทย ทำไปทำมามันไม่ใช่ "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ของภูมิภาคต่างๆ ในประเทศไทย ในส่วนที่สัมพันธ์กับส่วนกลาง


คำถามผมจึงเกิดขึ้นง่ายๆ ว่า แล้วประวัติ ศาสตร์ที่ไม่สัมพันธ์กับส่วนกลางมีได้หรือไม่ หรือที่ไปกันไม่ได้เลยกับส่วนกลาง เพราะขัดแย้งกัน จะมีได้หรือเปล่า อย่างประวัติศาสตร์เชียงใหม่ เขียนไปเขียนมาจนเชียงใหม่สงบเรียบร้อยไปกันได้ดีกับกรุงเทพฯ ทั้งที่ความขัดแย้งมีเยอะแยะไปหมด แต่เขาไม่เขียน


ความสนใจอันนี้ของผม มีมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ ค.ศ. 1990 กว่า เขียนบทความครั้งหนึ่ง ผมก็ได้โอกาสเก็บสะสมอ่านเอกสารการสัมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในเมืองไทย ตอนซักประมาณปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ถึง 1990 กลางๆ มีการสัมมนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในไทยเยอะมาก แล้วเจอปรากฏการณ์ที่ว่า เพื่อให้เข้ากับรัฐไทยมาตรฐาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในไทย ต้องพูดถึงความสัมพันธ์อันดีกับส่วนกลาง


จนกระทั่งประวัติศาสตร์อย่างทางเชียงใหม่ หรือทางล้านนานี่ แทนที่จะทำให้เราเข้าใจล้านนาตามที่เป็นมาในอดีต กลับต้องเข้าใจล้านนาที่สัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ซึ่งมันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ล้านนาที่เป็นอยู่ ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าอยู่ 200 กว่าปี เราไม่เคยเข้าใจตรงนั้นเลย ถ้าเราไม่เข้าใจ 200 ปีตรงนั้น เราไม่มีทางเข้าใจหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทางเชียงใหม่ แม้กระทั่ง ในแง่นักประวัติศาสตร์เอง


จารีตการเขียน การบันทึกประวัติศาสตร์ล้านนา มีอิทธิพลพม่าเยอะมาก เราไม่เคยเข้าใจ ทุกวันนี้ถ้าใครจะศึกษาคำเมืองของล้านนา ถ้าคุณไม่รู้อักษรพม่าคุณเรียนลำบาก เพราะตัวเมืองล้านนาได้รับอิทธิพลมาจากพม่า และไหนยังจะติดต่ออยู่กับทางเชียงตุง


ผมตั้งใจ จงใจ ออกไปให้พ้นจากปัตตานีไกลๆ พอกลับมาดูผมก็เจอสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาท้องถิ่นภาคใต้ น้ำหนักอยู่ที่นครศรีธรรมราช จัดสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันตั้ง 3–4 ครั้ง แล้วผมก็เจอว่า ประมาณครึ่งหลังของคริสต์ทศวรรษ 1980 จนถึงครึ่งแรกของคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบูมมาก กลับไม่มีการสัมนาประวัติศาสตร์ปัตตานีแม้แต่ครั้งเดียว คนอื่นเขาฮือฮากับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตัวเองกันทั้งประเทศ แต่ที่นี่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับปัตตานี หรือแม้กระทั่งลังกาสุกะ ที่เป็นยุคก่อนปัตตานีมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่อื่น ผมก็นึก แค่แป๊บเดียวผมก็นึกออก


ฉะนั้น เมื่อปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ.2545) ที่ผมมาสัมมนาที่นี่ ไม่ใช่เพราะผมรู้เรื่องแถวนี้มาก แต่มาเพราะสงสัยว่าประวัติศาสตร์ปัตตานีหายไปไหน อันนี้อยู่ในใจผมมาตั้งนานแล้ว หลังจากมานำเสนอก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ตามมา ก็ฉุกใจคิดว่าเรามีส่วนในการก่อความยุ่งยากด้วยรึเปล่า


ครั้งนั้น ผมมานำเสนอก่อนที่จะมีเรื่องมีราวว่า สาเหตุ ที่ประวัติศาสตร์ปัตตานีหายไป เพราะประวัติศาสตร์ปัตตานีไม่สามารถเข้ากันได้เลยกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ อันที่จริงถ้าเราเปิดใจกว้างประวัติศาสตร์ที่เข้ากันไม่ได้ ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเข้ากันได้ แต่ถ้าหากเรามีทรรศนะอีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างต้องประสานเข้ากับส่วนกลางให้ได้อย่างนี้ประวัติศาสตร์ปัตตานีก็ ลำบาก เพราะไม่ใช่เข้ากันไม่ได้อย่างเดียว แต่ยังทะเลาะกัน ขัดกัน หรือว่าสวนทางกันบ่อยมาก ครั้งนั้นผมมานำเสนอประเด็นนี้ เพราะความสนใจผมที่เกี่ยวกับปัตตานีมาจากตรงนั้น


ผมมาพูดเมื่อปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ.2545) เพื่อให้เห็นว่ามันมีปัญหานะ ตอนนั้นยังไม่มีใครเล็งเห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 2–3 ปีหลังจากนั้น ในทางกลับกันผมกลับเห็นว่า ปี 2002 เนี่ย เป็นเวลาที่ห่างไกลจากเหตุการณ์ความขัดแย้งใหญ่ครั้งหลังสุด เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2517–2518 ห่างพอที่เราน่าจะพูดได้แล้วว่า เราปล่อยให้ความรู้อยู่ในสภาพอย่างนั้นไม่ได้ เราควรจะเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ซึ่งเข้ากันไม่ได้ให้อยู่ด้วยกันได้ ไม่เห็นจะต้องเข้ากันได้เลย


อันนี้เป็นประเด็นที่ผมจะพูดอีกทีว่า มี ประวัติศาสตร์เยอะแยะ ซี่งอันตรายหรือเข้ากันไม่ได้ ทางออกของเราจะทำอย่างไร อาจจะเป็นอุดมคติซักหน่อย ที่จะต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ ต้องหาทางปรับ ยัดเยียด หรือพยายามอย่างยิ่งที่จะตัดให้มันเข้ากรอบให้ได้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปของละครรายากูนิง นั่นก็เป็นการตัดอีกแบบหนึ่ง หรือพูดเป็นภาษาอังกฤษคือ "ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก" ประเด็นมันอยู่ตรงนั้น


ความสนใจที่ผมมาพูดที่นี่ตอนปี ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) คือประเด็นนี้ เป็นการวิพากษ์มาตรฐานประวัติศาสตร์แห่งชาติว่า ถึงจุดหนึ่งมันมีข้อจำกัดนะ การทลายข้อจำกัดอันนั้นได้ก็คือ เราจะต้องเลิกอุดมคติ เลิกอุดมการณ์ ขอใช้ภาษาอังกฤษดีกว่า ภาษาไทยมันดูดีไปหน่อย ภาษาอังกฤษคำว่า "Ideology" เราแปลเป็นไทยว่าอุดมการณ์ แต่ในความหมายภาษาอังกฤษ "Ideology" ถึงจะไม่จำเป็นต้องลบ แต่มันก็ค่อนไปทางลบ หมายถึงเป็นความเชื่อ ซึ่งบ่อยครั้ง มันเป็นความเชื่อไม่มีมูล หรือเป็นความเชื่อที่ก่อปัญหา


ประเด็นนี้จะโยงกับที่ผมพูดเกริ่นนำไว้แล้ว อะไรคือปัญหาที่ทำให้เราต้องยอมรับประวัติศาสตร์ที่ไม่จำเป็นต้องเข้ากันได้ ให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของรัฐหลังสมัยใหม่ เมื่อเดือนกว่ามานี้เอง ผมไปพูดที่ในงานครบรอบ 70 ปีของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผมเสนอก็คือ มันไม่ใช่เรื่องรัฐหลังสมัยใหม่ แต่เป็นเพราะเรายังอยู่ในมรดกของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำไป


ในแง่สำคัญแง่หนึ่งคือจินตภาพของเราเรื่องรัฐเดี่ยว ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ ผมมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ พวกคุณคุยเรื่องนี้มานานกว่าผมเยอะ แต่ในสเกลระดับประเทศ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้กันลำบาก แค่ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้บัญชาการทหารบกยังออกมาพูดเรื่องนี้ ผมจำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่เป็นเรื่องรัฐเดี่ยวนี่แหละ


จินตภาพนี้ ความเข้าใจของรัฐแบบนี้ มากับเงื่อนไขสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเราจะเห็นด้วย หรือเราจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมจะนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง แต่จะไม่ลงรายละเอียดว่า เรามักจะมีข้อถกเถียงกันว่า มันอาจจะเป็นความจำเป็นในสมัยนั้น ที่จะต้องมีรัฐแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงมันไม่จริงนะครับ มันไม่ถึงกับเป็นความจำเป็น มันยังมีทางเลือกทางอื่น


นั่นหมายถึงว่า เราจะใช้ข้อโต้แย้งที่บอกว่าตอนนี้รัฐเดี่ยวพ้นสมัยไปแล้ว อาจจะไม่จำเป็นแล้วก็ได้ หรือใช้อีกข้อโต้แย้งหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อโต้แย้งแบบแรกก็ได้ นั่นหมายความว่า สมัยรัชกาลที่ 5 เราอาจจะใช้ทางเลือกอื่นก็ได้ แต่ในเมื่อสังคมไทย รัฐไทยสมัยนั้น เลือกใช้ทางเลือกนี้ มันก็มีผลมาจนถึงปัจจุบันคือ จินตภาพรัฐเดี่ยว นอกจากมันพ้นสมัยแล้ว เอาเข้าจริงมันมีคุณค่าในการใช้ประโยชน์จากการตัดสินใจใช้ในสมัยนั้นจำกัด


ถ้าหากเราศึกษากันจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จากความจำกัดของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ทำให้การปกครอง การบริหารไม่สามารถรวมศูนย์ขนาดนี้นะ การรวมศูนย์ขนาดนี้มาทีหลัง แต่จินตภาพของการรวมศูนย์มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว เพียงแต่ไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำได้ พอตอนหลังเริ่มมีเทคโนโลยี การจัดเก็บภาษี การคมนาคม การขนส่งดีขึ้น การรวมศูนย์สู่ศูนย์กลางมันยิ่งหนักกว่าสมัยรัชกาลที่ 5 เสียอีก


อันนี้พูดในแง่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ท่าน อันนี้พูดในแง่ข้อเท็จจริง ว่าความเข้าใจ ความต้องการจะเป็นรัฐเดี่ยวมีมาตั้งแต่สมัยนั้น เพียงแต่มีข้อจำกัดในทางปฎิบัติ ต่อมาข้อจำกัดนี้เบาบางลง รัฐไทยในยุคหลังมาจนถึงหลัง 2475 ด้วยซ้ำ จึงผนวกอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม


ตัวจินตภาพจึงเป็นปัญหา ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง มันกลับเข้ามาในประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ต้นเรื่องความรู้ความเข้าใจในประวัติ ศาสตร์ เรานึกว่าประเทศไทยเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มีจินตภาพรัฐเดี่ยวแบบเดียวกัน อันนี้ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นปัญหาของรัฐหลังสมัยใหม่ก็มีส่วน ต้องบอกว่าปัญหานี้มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐเริ่มต้นสมัยใหม่


ถ้าจะเปรียบง่ายๆ คือ ในทางชีววิทยาหรือชีวประวัติ ของแต่ละคนมีช่วงสำคัญในชีวิต ที่ทำให้เรากลายเป็นคนในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าทุกวันมีความสำคัญเท่ากัน บางคนอยู่ตรงการเลี้ยงดูช่วงเด็ก บางคนตอนอยู่มหาวิทยาลัย แต่โดยมากเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งของช่วงต้นชีวิต ชีวิตเรามันมีผลต่อการให้เราเป็นคนประเภทหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดิมนะ เราเปลี่ยนมาตลอด สุดท้ายมันสร้างฐานบางอย่างของเรา


ชีวิตของประเทศก็ทำนองเดียวกัน จุดเริ่มต้นเมื่อตอนตั้งต้นรัฐสมัยใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 มันมีผลมาก กับปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าทุกๆ ปี ตั้งแต่ประเทศไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ขึ้นมามีผลเท่าๆ กัน


ตอนนี้ผมอยู่สิงคโปร์กำลังเสนอโครงการวิจัยเรื่องรากฐานของภูมิปัญญา ไทยสมัยใหม่ สมมุติฐานของผมก็คือเอาเข้าจริงผมเชื่อว่าเราสามารถระบุความคิดความอ่าน ความเชื่อที่เป็นรากฐาน ออกมาได้ไม่เกิน 5–6 อย่าง อันนี้ฟังดูอาจจะมากไปหน่อย ขอเอาอย่างนั้นก่อนก็แล้วกัน


การเปลี่ยนแปลงใน 150 ปีที่ผ่านมา หนึ่งใน 5–6 อย่างคือ ความคิดเรื่องรัฐเดี่ยว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ก็ยังดิ้นอยู่ในกรอบอันนี้ไม่ไปไหนซักที


ประเด็นสุดท้าย ผมจะบอกว่า สำหรับจินตภาพความเป็นรัฐสมัยใหม่ ถ้า พูดกันอย่างการประนีประนอม ผมเชื่อว่าตอนนี้จินตภาพเรื่องรัฐเดี่ยวมันล้าสมัยแล้ว ถ้าพูดอย่างไม่ไม่ประนีประนอม ผมต้องบอกว่า แนวคิดนี้มันล้าสมัยมาตั้งนานแล้ว มันมีอายุการใช้งานจำกัดมาตั้งแต่ช่วงต้นของรัฐสมัยใหม่สยามแล้ว แต่มันกลับมีอายุยืนยาว จนก่อผลต่อการบริหาร การปกครอง


นี่คือ ความแข็งทื่อ แข็งตัวของอุดมการณ์อนุรักษนิยมในสังคมไทยจำนวนมาก ผมทิ้งไว้แค่นี้แล้วกัน


สำหรับรัฐหลังสมัยใหม่เนี่ย ผมไม่รู้ว่าวันนี้เมืองไทยเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่หรือยัง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เอาเป็นว่าอยู่หลังสมัยใหม่ก็ได้ อยู่ที่จะให้ความหมายอย่างไร เราอย่าไปคิดว่ารัฐหลังสมัยใหม่คือ รัฐที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันนะ จู่ๆ ก็เลิกคิดเรื่องดินแดน เรื่องอธิปไตย อันนี้ไม่จริง บางคนบอกว่า เส้นเขตแดนไม่สำคัญแล้ว ผมไม่เพ้อเจ้อเร็วขนาดนั้นครับ บอกได้เลยว่าภาวะปัจจุบัน ผมยังไม่รู้เลยว่าเป็นรัฐหลังสมัยใหม่หรือไม่


ผมขอรวบหัวรวบหางง่ายๆ ก่อนแล้วกันว่า อันนี้อาจจะมีความหมายที่หลายๆ คน พยายามจะหมายถึงก็คือ เริ่มมีการตั้งคำถามกับอธิปไตยแบบเดิม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบเดิม พรมแดน ความสัมพันธ์ข้ามแดนอะไรต่อมิอะไร


มีการตั้งคำถามกับความเชื่อที่เป็นฐานหลักอันนี้ ในโลกตะวันตกเขาไม่ได้คิดเรื่องรัฐเดี่ยวนะครับแต่อย่างน้อยอธิปไตยในดินแดน ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนกับอำนาจของรัฐ อันนี้มีมาประมาณสองสามร้อยปีมาแล้ว


จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะหลังสมัยใหม่ ความเชื่อนี้เริ่มถูกท้าทาย ถูกท้าทายนี่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิก แต่มีความหมายว่าเราต้องปรับ ปรับครั้งใหญ่ด้วย มันถึงเกิดสหภาพยุโรป เราจึงได้เห็นอาเซียน สำหรับเมืองไทยการเกิดภาวะหลังสมัยใหม่ เราอย่าคิดว่าพรมแดนจะหายไป ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เรากลับเกิดสภาวะแนวโน้มใหญ่ๆ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐสมัยใหม่


ตอนนี้เราอยู่ในภาวะรัฐสมัยใหม่และรัฐหลังสมัย เป็นสองอย่างที่ขัดกัน มาอยู่ในเวลาเดียวกัน เรายังไม่ข้ามไปถึงเรื่องลอดรัฐ ข้ามรัฐ อย่างที่อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวนิช ออกมานำเสนอเมื่อหลายปีก่อน ผมว่าอันนั้นเร็วไป ปรากฏการณ์ ข้ามรัฐ ลอดรัฐมีจริง แต่ที่เข้าใจว่าปรากฏการณ์เหล่านั้น จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับเหมือนบัญญัติไตรยางค์ จนกระทั่งอธิปไตยเหนือดินแดนหายไปนั้น ไม่จริง


สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดภาวะข้ามรัฐ ลอดรัฐ อยู่ควบคู่กับภาวะจีนกับเวียดนามทะเลาะแย่งเกาะกัน เห็นมั้ยครับ ใครบอกว่าดินแดนและอธิปไตยไม่มีความหมาย มีสิทธิ์จะฆ่ากันได้นะครับ สงครามใหญ่ที่สแปรดลีย์อาจจะใหญ่กว่าเขาพระวิหารเยอะ


อันนี้เป็นความเปลี่ยนแปลง แค่ประมาณสักร้อยปีก่อน ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการทำให้ภาวะอธิปไตยเหนือดินแดนลงหลักปักฐาน แข็งตัว ช่วงร้อยปีก่อนแค่นั้นเอง แค่ร้อยปีผ่านไป โลกตะวันตกมันเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่ขณะที่เกิดอียูหรืออาเซียนกำลังจะจะรวมตัวกันในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็ยังเกิดภาวะจีนกับเวียดนามทะเลาะแย่งเกาะกัน ไทยกับเขมรทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร


ที่นี่ที่ปัตตานียังทำให้ผู้บัญชาการ ทหารบก ต้องออกมาพูดเรื่องรัฐเดี่ยว ทำให้เรื่องปัตตานีมหานคร แทนที่จะพูดได้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน แทนที่จะพูดได้ตั้งแต่สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เพิ่งมาพูดได้บ้างในตอนนี้ ซึ่งผมประหลาดใจและดีใจมากนะ ที่สุดท้ายมันก็พูดได้แล้ว


คุณดูเชคกับสโลวัค เขาแยกประเทศกันได้อย่างสันติ เรามักจะคิดภาวะที่แยกประเทศแล้วทะเลาะกันนั้นไม่จริงเสมอไป อย่างอินโดนีเชียเราอาจจะมองว่า อีสต์ติมอร์นี่ตายกันเยอะ กว่าจะมีการลงมติแยกประเทศ แต่เราต้องยอมรับว่า สุดท้ายเขาก็ลงมติ พอลงประชามติบอกว่าแยกเขาก็แยก แยกแล้วดีแยกแล้วไม่ดีอันนั้นค่อยไปทะเลาะกัน


ถ้ามีอะไรจะพูดเกี่ยวกับรัฐสมัยใหม่ ผมอยากจะพูดว่า แทน ที่อธิปไตย ดินแดน เส้นเขตแดน มันจะแข็งตัวจนไม่เปิดโอกาสให้กับรูปการณ์อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรืออำนาจเหนือดินแดนในแบบอื่น มันเกิดขึ้น มันจะก่อปัญหาให้กับรัฐนั้น


ปัจจุบันรูปการณ์รัฐสมัยใหม่ที่ไม่แข็งตัว เกิดขึ้นหลายที่แล้ว เพียงแต่มันไม่ได้ไปเร็ว จนขนาดที่เราจะเพ้อฝันได้ว่า จะข้ามรัฐ ลอดรัฐกันแล้ว มันไม่เร็วขนาดนั้น


ในทางกลับกัน กลับมาดูประเทศไทย กลับมาดูที่ปัตตานี ก็อย่างที่บอกคือ จินตภาพรัฐเดี่ยวมันแข็งตัวเกินไป แม้กระทั่งการพูดเรื่องปัตตานีมหานครกว่าจะพูดกันได้ โดยไม่ต้องถูกจับ ไม่ถูกกล่าวหาว่า แบ่งแยกดินแดน หรือว่าจะถูกผมไม่ทราบนะครับ แต่อย่างน้อยก็พิมพ์เอกสารออกแจกจ่ายกันได้แล้ว ก็ไม่นานมานี่เอง


ผมหยุดแค่นี้ดีกว่า มุมมองของผมที่สนใจโฉบไปโฉบมาเกี่ยวกับปัตตานี เอาเข้าจริงผมสนใจเรื่องนี้ เรื่องรัฐเดี่ยว เพราะเป็นส่วนนึงของฐานความรู้ ฐานภูมิปัญญาของสังคมไทย ในรอบ 150 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งฐานอันนี้มันอยู่แข็งแกร่งจนมันเป็นปัญหา ผม ยังไม่เห็นวี่แววว่า เราจะไปให้พ้นได้อย่างไร เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะไปได้พ้น ผมทำได้แต่เพียงชี้ให้เห็นว่าในระดับโลกมันเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้วละ แต่ยังไปไม่ไกลถึงขนาดข้ามรัฐ ลอดรัฐ จนกระทั่งเส้นเขตแดนหมดปัญหา แต่อย่างน้อยมันเปลี่ยนแล้ว


วันก่อนมีคนพูดเรื่องทิเบตขึ้นมา ทำนองเดียวกันครับ ปัญหาทิเบตจะเข้าใจได้ ถ้าเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในขณะนี้ ตลอดช่วงชีวิตเรา เราเข้าใจว่าทิเบตเป็นของจีน ทั้งที่ทิเบตเพิ่งถูกผนวกเข้ามาเป็นของจีนประมาณปี 1920 ยังไม่ถึงร้อยปี


แล้วทิเบตใหญ่กว่าปัตตานีมาก ทิเบตใหญ่ และทรงพลังในภูมิภาคเอเชียกลาง กว่าปัตตานีมาก ร้อยกว่าปีนี่ คุณไม่สามารถทำให้ความเป็นทิเบตหายไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ เวลาโลกเขามองปัญหาทิเบต เขามองในกรอบนี้ มองว่าเพิ่งร้อยปีเองที่ถูกผนวก และเพิ่งร้อยปีหลังเองที่เราเพิ่งพูดไปว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยว ร้อยกว่าปีเราเริ่มพูดเรื่องนี้


จีนเองก็อยู่ในภาวะปัญหารัฐเดี่ยวคล้ายๆ สังคมไทย คล้ายๆ กัน จินตภาพคล้ายๆ กัน มาจากภาวะที่กลัวการรุกรานของจักรวรรดินิยมตะวันตกคล้ายๆ กัน เรื่องตลกง่ายๆ ที่จะยกตัวอย่างในเรื่องความเป็นรัฐเดี่ยวของจีนว่า แข็งทื่อขนาดไหน


คุณรู้ใช่มั้ยว่าจีนใหญ่ขนาดไหน รู้รึเปล่าว่าจีนเค้าใช้เวลาเดียวกันทั้งประเทศ เส้นแบ่งเวลาของจีนเป็นเส้นแบ่งเวลาเดียวกันทั้งประเทศนะครับ เป็นไปได้อย่างไร ประเทศใหญ่ขนาดนั้นใช้เส้นแบ่งเวลาเดียว ถ้าผมอยู่ซินเจียง ผมยุ่งเลยนะ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์ยังอยู่เหนือหัวผมเลย มันขัดฝืนกับความเป็นจริงง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


เวลาโลกมองปัญหาทิเบต คุณจึงเห็นว่าทำไมเขาจึงเอียงข้างกับทิเบต ด้านหนึ่งอาจจะบอกว่าเขาแอนตี้จีน อันนั้นมีส่วน แต่อีกด้านหนึ่งเพราะแนวโน้มโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และทิเบตเพิ่งถูกจีนผนวกเมื่อร้อยปีนี่เอง จู่ๆ จะทำให้ปัญหานี้มันหายไปเลยอย่างที่รัฐบาลจีนต้องการผนวกทำให้เป็นรัฐเดี่ยว มันจึงเป็นไปไม่ได้


ทิเบตใหญ่กว่าปัตตานี เขามีตัวตนแล้วก็ถูกจีนผนวกจริง เหตุการณ์ทิเบตถูกจีนผนวกเกิดขึ้นหลังปัตตานีถูกผนวกรวมเข้ากับกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ นี่เป็นการยกตัวอย่างให้ฟัง โดยพยายามเลี่ยงเรื่องปัตตานีอย่างที่สุด

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (เชิ้อสายลาว จาก สระบุรี )อ่านเกมเกี้ยเซียะ "อำนาจเก่า+อำนาจพิเศษ" วิเคราะห์จุดลบ-จุดบอด "ยิ่งลักษณ์"









กระแส "ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์" ปะทะ ท้าทายทุกโครงสร้างอำนาจ





เมื่อเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ทุกอำนาจใน-นอกระบบต่างจับตา ตั้งรับ


1 ในนั้นเป็นนักประวัติศาสตร์ "กลุ่มสันติประชาธรรม" ที่เฝ้ามองการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน จนถึงวันที่"เพื่อไทย"กวาดคะแนนถล่มทลาย





ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม จบสิ้นลง



เขา คาดหวังเล็กๆ ว่า นักการเมืองจะไม่เป็นวัวลืมตีน ไม่เห็นประชาชนเป็นควาย



เขาไม่อยากเห็น "ยิ่งลักษณ์" เกี้ยเซียะ กับ "อำนาจพิเศษ" และทหาร



ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่



ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมานาน ก็ไม่เคยคิดว่าประเทศเราจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงได้ เพราะประเทศถูกครอบงำโดยเพศชายมาตลอด จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่มาก ผมอยากจะเชื่อและหวังว่า เมื่อเกิดการตีบตันทางการเมือง ผู้หญิงจะมีความสามารถในการทำงาน ได้มากกว่าผู้ชาย



ผมคิดว่าถ้ามองในแง่บวกกับประเทศ นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง และผมก็ภาวนาเอาใจช่วย



คุณยิ่งลักษณ์อยู่ภายใต้การตัดสินใจของคุณทักษิณ จะเป็นการลดทอนภาวะผู้นำหรือเปล่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณยิ่งลักษณ์เป็น "โคลนนิ่ง" ของคุณทักษิณ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา คุณสมัคร คุณสมชาย ก็เป็น "นอมินี" แต่ประเด็นของมันคือ "ตรา" หรือ "โลโก้" ของทักษิณยังขายได้ เหมือนอย่างที่เคยพูดกันมาก่อนว่า เอา "เสาไฟฟ้า" มาลงสมัคร แล้วเอา "โลโก้" ของทักษิณไปใส่ ก็ชนะได้ ฉะนั้นแปลว่า คุณอยากจะก้าวข้าม เดินเลยทักษิณ มันก็ทำไม่ได้



งานเลือกตั้งคราวนี้ มองลึก ๆ เป็นเสมือน "ประชามติ" ว่า "เอา" หรือ "ไม่เอา" ทักษิณ คำตอบสำหรับคนที่เชียร์คุณทักษิณ ก็บอกว่าใช่แล้ว คือ "เอา" คุณทักษิณ ส่วนคำตอบสำหรับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ ก็รับไม่ได้ แต่หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ "หนึ่งคน หนึ่งโหวต" ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็น "เสียงสวรรค์" หรือเป็น "เสียงนรก" ก็ตาม ก็แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่ง "เอาทักษิณ" อีกพวกหนึ่ง "ไม่เอาทักษิณ" อันนี้คล้ายเป็น "ประชามติ" ไปโดยที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ



แปลว่านายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกยังไม่พ้นเงาพี่ชาย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะมีความเป็นตัวของตัวเองบ้างหรือไม่ ผมคิดว่าเธอก็อาจเป็นตัวของตัวเธอเองได้ไม่น้อย เธอให้ภาพ หรือปรากฏตัวในแง่ความเป็น "ผู้หญิงเก่ง" ซึ่งไม่ได้ทำตัวว่า "กูเก่ง" เหมือน "ผู้ชาย" คุณยิ่งลักษณ์ไว้ผมยาวเหมือนนางงาม หรือไม่ก็นางแบบโฆษณา "แชมพู" มีปอยผมตวัดปลายนิดหนึ่ง ดูเป็น "ผู้หญิง" เธอสู้ด้วยความเป็น "ผู้หญิง" ของเธอ



อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจมาก แล้วถ้าคุณเป็น "สุภาพบุรุษ" คุณจะไม่ยอมให้เป็นเรื่องของ lady first หรือ แล้วเรื่องที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิง ชื่อยิ่งลักษณ์ นามสกุลชินวัตร จะก้าวพ้นทักษิณได้ยังไง ก็เขาเป็นพี่น้องกัน มันไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาอันนี้ แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะ "แคร์" กับข้อกล่าวหาอันนี้มากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า



รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเหมือนยุค "สมัคร-สมชาย" ที่มีตำแหน่ง แต่ไม่มีอำนาจบริหารหรือไม่

รัฐบาลยิ่งลักษณ์คงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะ "เกี้ยเซียะ" กับ "อำนาจเก่า" กับ "อำนาจพิเศษ" ผมวิตกว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจจะต้องทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง เช่น เธอต้อง "เกี้ยเซียะ" กับทหาร ไม่กล้าแตะทหาร ไม่เข้าไปยุ่งกับทหาร ไม่จัดการกับทหารให้เป็นประชาธิปไตย





ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็วิตกว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ก็คงจะไม่เข้าไปแตะต้องเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ รัฐบาลนี้อาจจะยอม "เกี้ยเซียะ" ด้วยการไม่ปฏิรูป หรือแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 อย่างที่มีการเรียกร้องกัน



ผมคิดว่าเพื่อความอยู่รอดของเธอ เพื่อการที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สะดวก เธอก็อาจจะต้อง "เกี้ยเซียะ" สองประเด็นหลัก ๆ คือหนึ่ง ไม่แก้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และสอง ไม่เข้าไปยุ่งกิจการสถาบันทหาร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้อาจจะเป็นจุดบอด จุดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



ประเด็น "ไพร่-อำมาตย์" คงเงียบหายไป เมื่อฝ่ายตัวเองมีอำนาจรัฐ

การพูดเรื่องไพร่-อำมาตย์ไม่ใช่เรื่องของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของคนเสื้อแดง ดังนั้นถ้าคนเสื้อแดงเก่งจริง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ด้วยการที่คิดว่าตัวเองเป็นเสื้อแดง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นพรรคเพื่อไทย





เสื้อแดงคือคนที่โหวตให้เพื่อไทย แล้วจะไม่คิดว่าเป็นพรรคของเขาได้อย่างไร

แน่นอน เขาเป็นพวกเดียวกัน เขามาด้วยกัน เขาต้องช่วยกัน แต่ผมคิดว่าเมื่อคุณได้รับชัยชนะ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับชัยชนะของคุณ ที่จะผลักดันให้สังคมนี้ก้าวหน้าต่อไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการ "เกี้ยเซียะ" เมื่อได้อำนาจ



เพื่อไทยได้อำนาจแล้ว จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้จริงไหม



ปัญหาคือว่าคนเราเมื่อได้อำนาจแล้ว ก็อาจจะลืมหลักการและอุดมการณ์ ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายจากพรรคเพื่อไทย เรื่องที่เขาเคยผลักดันเอาไว้มันอาจจะจบลง เมื่อเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนมีอำนาจ เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง เขาอาจจะลืมสิ่งที่เขาได้พูด ได้ต่อสู้มา เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ฉะนั้นประชาชนทั่วไปที่รักและบูชาประชาธิปไตยก็ต้องต่อสู้ไป เผลอ ๆ พรรคเพื่อไทยก็อาจจะไม่ช่วยนักประชาธิปไตยที่แท้จริงก็เป็นได้



นักการเมืองที่กล่าวอ้างอะไรลอย ๆ จะต้องปรับตัวหรือไม่

คำพังเพย "ประชาธิปไตย" ที่ว่า "คุณหลอกคนได้บางครั้งบางคราว คุณหลอกคนจำนวนมากได้หลายครั้งหลายคราว แต่คุณจะไม่สามารถหลอกคนทั้งหมดได้ทุก ๆ ครั้ง" เสมอไป ต่อไปนี้ ผมคิดว่าหลอกไม่ได้ง่าย ๆ ตรงนี้ผมรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนไทย เราไม่ได้ "โง่" อย่างที่นักการเมืองบางพวกมองว่าเราเป็น "ควาย"



"ชาวกรุง" คิดว่า "ควายโง่" ส่วน "ชาวบ้าน" คิดว่า "ควายซื่อสัตย์" เราอาจจะต้องเลือกว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี ส่วนตัวผมคิดว่า ควายคือความ "ซื่อ" ในขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่เป็น "ชาวกรุง" หรือไม่ก็เป็น "บ้านนอก" มาก่อน พอเข้ามาเป็น "ชาวกรุง" ก็เลยกลายเป็น "วัวลืมตีน" เลยคิดว่า "ควาย" หรือ "คนอื่น ๆ" โง่





พรรคประชาธิปัตย์คะแนนห่างจากพรรคเพื่อไทยเป็นสัญญาณอะไร

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า "ประชาธิปัตย์" เป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนทั่ว ๆ ไปอาจคิดว่า ประชาธิปัตย์จะกลับไปเล่นเกมซ้ำ ๆ ที่จะร่วมมือกับ "อำนาจพิเศษ" เพื่อกลับมามีอำนาจใหม่ ไปเล่นกับ "อำนาจเก่า" กลุ่ม "ผู้ดีเก่า" "เงินเก่า" หรือ "เจ้าที่ดินเก่า" ซึ่งถ้าไม่ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ปรับตัว ไม่ปฏิรูป ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เรื่องที่ดิน ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ กลับไปเล่นเกม "ประชานิยม" แบบที่เป็น "แบรนด์" ของฝ่ายตรงข้ามของตน ก็อาจจะถูก "มองข้าม" ไปในทางการเมืองก็ได้



การเมืองจากนี้จะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร

ตั้งแต่ปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ได้เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นถูกยุบพรรค แต่เลือกตั้งใหม่ก็ชนะ

ประเด็นจึงอยู่ที่ผู้ที่มี "อำนาจพิเศษ" ผู้ที่มี "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ก็อาจจะต้องคิดว่า เฮ้ย ! จะ "เกี้ยเซียะ" หรือ "ไม่เกี้ยเซียะ" ผมว่าในด้านหนึ่ง เขาคง "เกี้ยเซียะ" กัน แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องรอดูไปก่อน สัก 6 เดือน หรือ 12 เดือน ก็อาจจะพลิกผันใหม่ได้อีก เพราะคนที่อยู่ในอำนาจ หรือเคยมีอำนาจ จะยอมเสียอำนาจได้ง่าย ๆ หรือ เป็นไปได้ยาก



ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะมีการรัฐประหารแบบเดิม ๆ โดยเอาทหารออกมา เอารถถังออกมา ซึ่งตอนนี้ว่าไปก็ทำไม่ง่ายนัก และในช่วงระยะเวลาที่ "กระแสยิ่งลักษณ์" ยังแรงอยู่ก็คงทำไม่ได้ หรือจะทำอีกวิธีหนึ่งคือ รัฐประหารโดยรัฐสภา เช่น ปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำแบบ "โมเดล" รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯทำ เมื่อปี 2476 ก็เป็นไปได้ แต่รัฐสภาเป็นพวกใคร ถ้าไม่ใช่พวกของผู้มี "อำนาจพิเศษ" หรือ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ก็ทำไม่ได้ คือยึดอำนาจ หรือทำ "รัฐประหารทางสภา" ไม่ได้



เหลืออันเดียว คือ "รัฐประหารโดยศาล" ที่เรียกกันว่า "ตุลาการภิวัตน์" แต่ผมขอใช้คำว่า "ตุลาการธิปไตย" อาจจะถูกต้องกว่า คืออำนาจสูงสุดเป็นของฝ่ายศาล พวกนี้อาจจะมายุบไอ้โน่น ยุบไอ้นี่ เผลอ ๆ อาจจะยุบให้หมดเลยก็ได้ ถ้ายุบไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้เกิดช่องว่างหรือ "สุญญากาศ" ทางการเมือง แล้วก็ตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" อันนี้ก็อาจจะเป็นเป้าหมายบั้นปลายของพวกเขาก็ได้

คนที่มีอำนาจอยู่ ในเมื่อเลือกตั้งก็แล้ว สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็แล้ว ก็ไม่ชนะทุกที ก็ล้มกระดานเสียให้หมดเลย แล้วตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ผมคิดว่านี่เป็น scenarios สุดท้าย อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ หากจะมองใน "แง่ร้าย" แบบสุด ๆ


ถ้าเสื้อแดงกับเพื่อไทยไปปรองดองกับ "อำนาจเก่า" จะอธิบายกับมวลชนอย่างไร

ถึงตอนนั้น เขาก็อาจไม่สนใจที่จะอธิบายกับประชาชนหรอก เมื่อเขาได้อำนาจแล้ว เขาก็อาจเป็นเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้ ดังนั้น เราต้องติดตาม สอดส่อง มอนิเตอร์ ต้องตามดู คุณยิ่งลักษณ์ ณัฐวุฒิ จตุพร อาจจะดูดี เพราะชนะแล้ว ต่ทันทีที่เข้าไปอยู่ในอำนาจ อยู่ในตำแหน่ง มีเก้าอี้แล้ว เขาจะเปลี่ยนไหม ก็มีสิทธิ์เปลี่ยน

ผมไม่เคยไว้ใจนักการเมืองเลย ในฐานะที่เป็นคนชื่นชมอาจารย์ปรีดี ในฐานะที่เป็นลูกน้องอาจารย์ป๋วย ในฐานะที่ศึกษาการเมืองมาจนอายุ 70 ปี ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักการเมือง เท่าไรนัก ต่อให้ "อม" พระแก้วมรกตมาพูด ผมก็ไม่เชื่อ



ทำไมคิดว่า ชนชั้นนำของ 2 ขั้วจะปรองดองกันไม่ได้ในบั้นปลาย

หมายความว่า ถ้าเขาจะต่อสู้กันต่อไป เพื่อบั้นปลายของความเป็นประชาธิปไตย ที่มากกว่าปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตย ที่คำนึงถึงประชามหาชน คำนึงถึงคนระดับล่าง คนไม่มีที่ดินทำกิน คนที่มีช่องว่างความห่างกับคนรวยในกรุงเทพฯ ถ้าเขาสามารถจะเดินไปตามที่เขาเคยคิด เคยเชื่อ เคยพูด ผมก็ดีใจ

แต่ผมไม่ไว้ใจ ผมไม่เคยเชื่อนักการเมือง จึงต้องติดตามดูต่อ เมื่อเขาไปมีตำแหน่งแล้วเขาก็ลืม "วัวลืมตีน" ผมหวังว่าคนแบบคุณยิ่งลักษณ์ หรือณัฐวุฒิ หรือจตุพร ซึ่งเป็นคนที่ต้องต่อสู้จริงๆ ผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อยู่ในสมรภูมิยาวนาน ผมหวังว่า เขาจะไม่เป็น "วัวลืมตีน" กันครับ


พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ต่อไปเขาอาจจะจับมือกับปชป.และถล่มรัฐบาลเพื่อไทย หรือไม่

ก็เป็นไปได้ครับ พันธมิตรฯ ก็น่าสงสาร น่าเห็นใจ นี่โชคดีนะที่ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ทอดสะพานให้เขาเดินลงได้ ยุติการชุมนุมกลับบ้านได้



สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจมากๆ ก็คือว่า ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คุณสุวิทย์ โยนเรื่องการถอนตัว เดินออกจากที่ประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก แต่ท้ายที่สุด คุณสุวิทย์ กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง แปลว่า ฝ่ายที่ปล่อยเรื่องปราสาทเขาพระวิหารออกมาช่วยหาเสียง กลับจุดไม่ติด ไม่ได้รับการโหวต และ "สอบตก" ไปเลย ส่วนฝ่ายที่ปล่อยเรื่อง "เผาบ้านเผาเมือง" ในโค้งสุดท้าย ก็ได้รับการโหวตพอสมควรในกรุงเทพฯ


__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ทหารไอ้เหี้ยบอด และ อี่ห่าอ้วน ที่วัดปทุมฯ 1 http://www.youtube.com/watch?v=YLucw9PK5_E&feature=related

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

บัก จูมมาลี บุนยัง ทองสีง เป็นเหล้าเก่า อย่าเอามาใส่ถุงหนังใหม่ มีแต่จะทำให้ถุงหนังขาด เอาผ้าใหม่มาปะกางเกงเก่ากางเกงก็ขาดเช่นกัน

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

จึงขอส่งข้อความไปยัง สส. พรรค ผัเผด แนวลาว 102 คน เลิกให้ตวามสำคัญบักจูมมาลี ทองสีง บุนยัง สามคนนี้ กากกวนตีน ปากหมา เพราะปากพวกนี้ทำให้พรรค คมน ลาวแดง ตกต่ำ แพ้หมดรูป มีแต่ส้อกับปล้น อย่าเอาเหล้าเก่ามาใส่ถุงหนังให่เลย

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Why is a shock????? The prostitution is probably the oldest profession that exist in many cultures and countries every where around a globe. It's a major a major business in Thailand for many years. The only thing is that they are like a wild fire that spread all over Southeast Asia (Laos, Vietnam, and Cambodia), simply because there's no jobs for everyone. LPDR government don't really care about its citizens and very soon they will sell their own children and grand children!!! I guess it's only a shock because they got caught RED handed!!!!

Moreover, if you really want to help improve and betterment of the citizen in Laos then invest in education, jobs, health care and everything else will fall into places. It's a shame to see these evil LPDR regime that really run the country down to the ground.... The poor are getting poorer and the corrupted party members are getting richer!!! Do you call this a modernize Laos???? I hope you can see be a witness that Laos soon will be just a minority group in its country. If and only if the citizens really want to change then the wave of change will take place otherwise it will be just a hope and dream!!! How can we learn from East & West Germany??? What about some other Eastern block countries that break out from USSR???? How can we work together to resolve these issues? It takes everyone of us in here to make a different and definitely more brains are better than one point of view!!!

Have a nice day,
A.K.

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Ils se sont mariés au Laos il y a cinquante ans... Ils se sont dit « oui » hier, au beffroi.
Félicitations Mr et Mme Ratsaphong…

http://www.lavoixdunord.fr/Locales/Arras/actualite/Secteur_Arras/2011/07/10/article_ils-se-sont-maries-au-laos-il-y-a-cinqua.shtml


__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Thairath 08.07.2011

http://samakomlao.blogspot.com/2011/07/10.html?showComment=1310449147070#comment-c2222320702277134807

รวบ10สาวลาว ยืนขายบริการ ริมถ.เมืองอุดรธานี

ตำรวจ อุดรธานีรวบ 10 สาวลาว ยืนจับกลุ่มเชิญชวนผู้ชายที่เดินผ่านไปมาซื้อบริการทางเพศ สารภาพได้เงินครั้งละ 1,000 บาท ก่อนส่งกลับไปให้พ่อแม่ และเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา...

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 8 ก.ค. พ.ต.ท.กริช ปัตลา รอง ผกก.ป. สภ.เมืองอุดรธานี นำกำลังออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ถึงซอยอดุลยเดช 2 เขตเทศบาลนครอุดรธานี พบหญิงสาว 10 คน ยืนจับกลุ่มอยู่ริมถนน เชิญชวนผู้ชายที่เดินผ่านไปมาซื้อบริการทางเพศ ตำรวจจึงได้แสดงตัวขอตรวจบัตรประชาชน แต่กลุ่มหญิงดังกล่าวไม่มีแสดง และสารภาพว่าเป็นคนลาว จึงควบคุมตัวไปโรงพัก

จากการสอบสวนทราบชื่อ ว่า น.ส.อัมพวัน อายุ 21 ปี, น.ส.สุพันสา อายุ 22 ปี, น.ส.มน อายุ 21 ปี น.ส.น้อย อายุ 19 ปี, น.ส.บัวสาวัน อายุ 24 ปี, น.ส.พุทพะทัย อายุ 24 ปี, น.ส.ธันยาภัทร์ อายุ 24 ปี, น.ส.สุกัน อายุ 20 ปี, น.ส.ตาคำ อายุ 21 ปี และ น.ส.สมปอง อายุ 22 ปี ทั้งหมดราษฎรแขวงกำแพงนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ให้การรับสารภาพว่า ได้ทำหนังสือผ่านแดนเดินทางเข้ามาทางด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว อ.เมือง จ.หนองคาย ก่อนจะนั่งรถตู้โดยสารมา จ.อุดรธานี แล้วเช่าบ้านอยู่รวมกันในซอยอดุลยเดช 2 เขตเทศบาลนครอุดรธานี พอตกกลางคืนก็จะแต่งตัวออกมายืนเชิญชวนผู้ชายที่ผ่านไปมาซื้อบริการทางเพศ ครั้งละ 700-1,000 บาท ส่วนเงินที่หามาได้ จะส่งไปให้พ่อแม่ หรือบางคนจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา และเมื่อหนังสือผ่านแดนหมดอายุ พวกตนก็จะเดินทางกลับไป แล้วเดินทางกลับมาใหม่อีก

ทั้งนี้ ตำรวจจึงแจ้งข้อหา "เข้าติดต่อชักชวนแนะนำตัวติดตาม หรือรบเร้าบุคคลตามถนนหรือสาธารณะสถาน หรือกระทำการดังกล่าวในที่อื่นใด เพื่อการประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอาย หรือเป็นที่เดือดร้อน รำคาญแก่สาธารณะชน" แล้วควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ໄຊສົມພອນກອດຄໍກັນສາມອ້າຍນ້ອງໄປ ຂຸດສົບພໍ່ພວກສຸຂື້ນມາສາສາງໃຫ້ມັນແຈ້ງຂາວ ແລ້ວ ບອກໃຫ້ ໂຄດພໍ່ຂອງພວກສຸ ຊາບໄວ້ ກ່ອນ ປີ 75 ຍາມສົງຄາມແທ້ໆ ບໍ່ມິສິ່ງນີ້ເກິດຂື້ນໄດ້ເດັດຂາດ ໃນສັງຄົມເສຣີບີເເຕກ


__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.



Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard