ລາວໂຮມລາວ ເພື່ອປະຊາທິປະໄຕ

Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: ຖແລງການຂອງພັນທະມິຕເພື່ອປະຊາທິປະໄຕໃນລາວ ຕໍ່ຄຳເຫັນຂອງທ່ານດຣ.ຄຳເຜີຍ
Anonymous

Date:
ຖແລງການຂອງພັນທະມິຕເພື່ອປະຊາທິປະໄຕໃນລາວ ຕໍ່ຄຳເຫັນຂອງທ່ານດຣ.ຄຳເຜີຍ
Permalink   
 


http://www.laoalliance.org/default.html



__________________
Anonymous

Date:
RE: ຖແລງການຂອງພັນທະມິຕເພື່ອປະຊາທິປະໄຕໃນລາວ ຕໍ່ຄຳເຫັນຂອງທ່ານດຣ.ຄຳເຜີຍ
Permalink   
 


ບັກຫມາສິ້ແມ່ມືງບັກໄຊສົມພອນ ພົນຕຣິສັນຍາລັກແລະ ສັນຕີພາບ ພົມວິຫິ
ເຊິນມືງທັງ3 ມຶນຕາເບີ່ງສັງຄົມລາວແດ່

1.ໂຄດໂຈນພວກສຸ ຂາຍຊາດຂາຍແຜ່ນດີນ ໂດຍສ້າງເຂດເສຖກິດພີເສດໃຫ້ເຈັກໃຫ້ແກວຄອບຄອງນານເປັນຮ້ອຍປິ ນີ້ບອກວ່າ
ກົດຫມາຍລາວໄປບໍ່ເຖິງໃນເຂດພິເສດນິ້ ອັນຫມາຍຄວາມວ່າ ຄວາມມິ ເອກະຣາຊ ອທປຕ ຂອງ ອານາຈັກໂຈນມຶງບໍ່ມິແລ້ວ ພາສາໂລກເຂົາເອິ້ນວ່າ ອານານິຄົມຍຸກໄຫ່ມ neo colonialism ໃນ ສັຕວັດທິ່21 ໂດມແມ່ສຸ ອ່ານເບີ່ງປຶ້ມແດ່ກ່ຽວກັບເລື້ອງນິ້
2. ກັມມະກອນ ແກວ ຫັວຂອດ ໂຄດແມ່ໂຄດພໍ່ມຶງ ເຂົ້າເມືອງຜິດກົດຫມາຍ21 ຄົນ ຈົ່ມຂື້ນຍິ່ງລາວ ອສຍຸ 12 ປີ ຈົນຕາຍ ທິ່ ວັດໄຕ ແທນທິ່ ຈະ ໃຊ້ຂະບວນການຍຸດຕິທັມລາວ ສາສາງເລື້ອງ ຕາມກົດຫມາຍລາວ ໃນຖານະ ປທ ເອກກະຣາດ ແກວນາຍຫັວໂຄດແມ່ມຶງຊ້ຳ ຜະບໍ່ຍອມຢູ່ໄຕ້ກົດຫມາຍ ສົ່ງຄົນຜິດກັບ ປທ ຢ່າງກະທັນຫັນ ແບບ ບໍ່ມີ ປທ ໃດ ເຂົາເຣັດກັນແລ້ວ ໃນ ຍຸກນິ້ ນິ້ຊິ້ບອກວ່າ ສປປລ ເປັນແຂວງຂອງແກວຢ່າງອັຕໂຈມັດເລີຍ


ກະຍ້ອນໂຄດພໍ່ມືງນຳເອົາລັດທິລູກກ­­ຳພ້າຜິຫ່ານິ້ແລ້ວເຂົ້າມາສວມໃຊ້ ໃນ ສປປລ ພໍ່ແມ່ກູ6ລ້ານຈຶ່ງຕົກຢູ່ໃນສ­ະພາບແບບນິ້ ແລ້ວຍັງເສືອກຢາກຕ້ອງການຜູກຂາດກາ­­ນໃຊ້ອຳນາດມືດເຖື່ອນ ຜດກ ໄປ ອີກຣອດໄສ ເຖິງເວລາແລ້ວທິ່ພວກມຶງຄວນໄປບິບຄ­­ໍໃຫ້ບັກຂ້າຈູມມາລິ ປທປທ ແລະບັກຊາດຊັ່ວ ທອງສິງ
ນຍ ຜູ້ໄຫ່ມຫ້ ເພື່ອທົບທວນ ວ່າ 36ປິ ພວກສຸ ກອດ ອຳນາດແບບສັນດານໂຈນນິ້ ບໍ້ໄດ້ເຮັດສັງຄົມ

ດິຂື້ນເລິຍ ນອກຈາກ ທຸກຮ່ອມຫ້ຍາ ມິການຄ້າຝິ່ນກິນຊາ ແມ່ຈ້າງນາງເລງຫລິ້ນພັກໍູພວກຂາຍຊາດຂາຍແຜ່ນດິນ ອ່ອນເພັຍຂໍທານ ທຸກຍາກຍ້ອນເສຖກີດແສນຝຶດເຄຶອງ ອຳນາດອະທິປະໄຕ ລາວຖືກ ພວກຫມາສີ້ແກວຫັວຂອດມືງ ເຂົ້າມາຣຸກຣານ ລົບລູ່ ບໍ່ຍອມ ນັບຖື ຕາມຫລັກສາກົນ

ຝູຍ

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 


ຊຊຊ ລາວທັງໂລກ ຈົ່ງມິຈິດມິໄຈ ກັບພວກໂຈນສຍາມແລະ ອັຕພານແກວດ້ວຍເດີ

ຂອບໄຈ



ลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอยู่กับเวียตนามมาตั้งแต่1975 ก็ไม่แตกต่างกับลาวอิสานฝั่งขวาแม่น้ำโขง"น้ำโขงขาดไหลผ่าทาง
กลาง"ใน1893อยู่กับสยามประเทศไทย เพราะคนลาวชอบเป็นข้าทาสชาติอื่น ไม่ชอบเ็ป็นเอกราชของตนเอง คนลาวขี้
ขลาดตาขาว คนไทยสยามสอนลูกๆหลานๆของเขาเสมอว่า"อย่าเอาไอ้คนลาวเป็นตัวอย่าง"ถ้าคนไทยสยามไปเที่ยวลาว
พวกมันพูดกันว่าไป "เยียบลาว"กันเถอะ...

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

http://www.youtube.com/watch?v=BkSKCDfSPIo&feature=autoplay&list=ULuVS2AKuukMw&index=1&playnext=2

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 



__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 



ປະວັດສາດຕັວຈີງ ທິ່ຊຊຊ ລາວກ່ວາ100ລ້ານຄົນຕ້ອງຍົກສູງໃຫ້­ຄວາມສຳຄັນໃຊ້ເປັນຂໍ້ມູນເປິດຫ້ນາ­ກາກ ເຈົ້າພໍ່mafiaກຸງເທບທີ່ຂຽນ ປວສ ຫລອກພວກເຮົາມາແລ້ວກ່ວາ3ຮ້ອຍປິ

ເຂົ້າໄປທີ່ google ແລ້ວພິມ :

ปัญหาประเทศไทย (ธงชัย วินิจจะกุล)(1)

royal lao

interview : Dr Bounthone chanthalavong

history lao in issan

คนอีสานด่าอีสมเด็จย่า

École Ban Ngiew Elem School

ลาวหลง The lost of Laotians 1/5

http://www.youtube.com/watch?v=c83OnXgh3kk

ກອງປະຊຸມສະມາຊິກສະພາ ວັນທີ່ 16.6.11

ไทยลาวแยกกันเถอ


ຫລື

youtube.com/watch?v=s0zllFbFAs­E

---

หัวอกลาว กรณีปราสาทพระวิหาร มตีชน 01 กรกฎาคม 54

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ( จปล เจ็กปนลาว )

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ฟูมฟายว่าไทย"เสียดินแดน"แต่ไม่­เคยบอกว่า "ได้ดินแดน" คนอื่นมาก่อนแล้ว

ปราสาทพระวิหาร ยุครัชกาลที่ 5 ชาวสยามทั่วไปไม่รู้จัก

l
 ไม่รู้ว่าเป็นอะไร? อยู่ที่ไหน?

คน ชั้นนำยุคนั้นจะรู้จักสักกี่คน? เพราะความวิตกกังวลยุครัชกาลที่ 5 ไม่ใช่เรื่องปราสาทพระวิหาร แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น คืออธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนอีสาน ขณะนั้นอันตราย เปราะบางอย่างยิ่ง

เพราะไม่รู้ว่าฝรั่งเศสที่ยึดคร­อง เวียดนาม, เขมร, ลาว จะบุกเข้ามาถึงอีสานของสยามหรือ­ไม่? เนื่องจาก อีสานเหนือเป็นเขตวัฒนธรรมลาว ส่วน อีสานใต้เป็นเขตวัฒนธรรมเขมร

พูดกันตรงๆ อย่างปากชาวบ้านว่าครั้งนั้น อีสานเหนือเป็นลาว อีสานใต้เป็นเขมร

พ.ศ.2447-2450

รัฐบาลสยามยุครัชกาลที่ 5 ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับฝรั่­งเศส ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่­แนบท้าย1:200,000 ที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกั­มพูชาของฝรั่งเศส

รัฐบาลสยามยกเป็น"ความสำเร็จ"ยิ­่งใหญ่ เพราะเท่ากับสยามมีอธิปไตยบนดิน­แดนอีสานอย่างแน่ชัดที่มีมหาอำน­าจรับรอง เป็นอันหมดกังวลไป

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสมั­ยต่อมาเขียนว่าไทยต้องยอม "เสียดินแดน"บางส่วนให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาดินแดนบางส่วนไว้

แต่คนลาวไม่คิดอย่างนั้น จะขอคัดเนื้อหาตอนนี้ในหนังสือป­ระวัติศาสตร์ลาวโดยสิลา วีระวงส์ (สำนักพิมพ์มติชน


พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2539 หน้า 301) มีความว่า

"ใน หนังสือสัญญานั้น แม้สยามกับฝรั่งเศสแบ่งปันกันเอ­าแผ่นดินลาวและคนลาวที่อยู่ในแผ­่นดินนั้น หรือเอาดินแดนลาวและคนลาวแลกเปล­ี่ยนกับดินแดนเขมรและคนเขมร ซึ่งฝรั่งเศสกับสยามทำได้ตามใจใ­นฐานะผู้เป็นนาย

ลาวเราที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ­โขงก็ได้แต่ลืมตาดูอยู่เฉยๆ ไม่มีสิทธิที่จะพูดจาอะไรได้ เพราะเป็นข้าเขาด้วยประการดังนี­้

และ ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา (ค.ศ. 1903) แผ่นดินลาวที่กว้างใหญ่ไพศาล รวมเนื้อที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโข­งมี 343,000 ตารางกิโลเมตร และมีพลเมืองลาวนับเป็น


หลายๆสิบล้านคนก็ได้ถูกแบ่งแยกก­ัน

โดย ฝ่ายหนึ่งได้กลับกลายเป็นคนไทยแ­ต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนลาว ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นเชื้อชาติ­ลาวเผ่าพันธุ์อันเดียวกัน มีจารีตประเพณีอันเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน มีอักษรศาสตร์ใช้ประจำชาติมาแต่­โบราณเป็นอันเดียวกัน แต่ก็ต้องได้มาแยกกันเป็นคนละชา­ติ"

ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที­่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์โบราณค­ดี น่าจะลดละเลิกเสียเวลาให้ท้ายปร­ะเพณีรับน้องใหม่

แล้วหันมาร่วมกันศึกษาค้นคว้าวิ­จัยเรื่องจริงๆ ในอดีตอย่างกรณีนี้เพื่อผลักดัน­ให้มีความราบรื่นร่มเย็นในประชา­คมอาเซียน


__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

http://www.youtube.com/watch?v=K33AUH0JPEU&feature=mfu_in_order&list=UL

Laopenlao : Discours de Jong Ang Fai ? ຈົງອາງໄຟ ເຂົ້າຂອງ Paltalk Laonork ດ່າແກວ ດ່າ ປະຫານສະພາ ອິ່ແມ້ວປາທູ ດ່າ ຫັວຫ້ນາໂຈນລາວແດງ ທິ່ ມອບແຜ່ນດິນພໍ່ແຜ່ນດີນແມ່ ໃຫ້ ໂຄດແມ່ແກວຫັວຂອດມັນ

A bientôt hackphèng. & bonne écoute .



http://www.youtube.com/watch?v=K33AUH0JPEU&feature=mfu_in_order&list=UL




__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Laohomlao 's Members,


Lao women who allowed to return home are the victims of HIV positive so that they cannot leave the brothel.
Everyone know that is not easy to go out from those hell so those women have something wrong about their health for sure.
The returnees will face the ignorance of the villagers and they have no hope for the rest of their life.


This sad news comes from the Lao PDR regime. I never saw anyone affected AIDS before 1975.


Buddha bless them,

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

รัฐบาล สปป ลาว เ็ป็นรัฐบาลคอมมูนิสม์ซ้ายจัดเ็ป็นเผด็จการไม่แตกต่างกับพอลพตเขมรแดงฃ่าได้,ขายได้พลเมืองของประ
เทศตนเองไห้กับชาติอื่น ปัจุับันนี้ประเทศลาวไม่แตกต่างกับลาวฝั่งตระัวันตกไทอิสานเป็นของไทยสยาม เพราะคนลาวมืด
บอดทางปัญญา ไม่กล้าต่อสู้กับศัตรู แต่ชอบพูดโอ้อวดความเก่งกล้าเพียงแต่ปากเท่านั้น ถ้าศัตรูมาีแ่ต่ปบกับแล่นเท่าั้นเอง.
พอมีควมสุขในต่างประเทศก็ลืมอดิตร์เก่าที่โดดหนีจากการไล่ฃ่าของลาว-แกวแดง ก็กลับคืนไปรับไช้ัสัตรูเก่าของตนเอง
และไปโอ้อวดใน สปปล อีก นี้คือนิสัยของคนลาวโง่ๆ ที่เจ็บแล้วไม่จำ เช่นพวกคนลาวนอกไปรับเหรียญตราหลอกลาวนอกโง่...

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 



ພວກເຣົາຊອກຫາຂໍ້ມູນກ່ຽວກັບສັນດາ­­ນໂຈນສຍາມມາເປິດໂປ່ງເພື່ອຕໍ່ຕ້າ­ນ­ອິ່ຫ່າ3ສາວຈາກມະຫາລັຍທັມມະສາດ­ເຮ­ັດຄລິປດ່າ+ດູຖູກລາວເຮົານັ້ນເ­ອງ

Etude historique et critique du livre de S.de La Loubère "Du Royaume de Siam"par Michel Jacq-Hergoualc'h

Ed.Recherche sur les Civilasations Paris1987

pages:482

หน้า290

Les Siamois n'ont nulle curiosité et n'admirent rien.Ils sont orgueilleux avec ceux qui les ménagent ,et rampants avec ceux qui sentent leur propre faiblesse

The kingdom of Siam by S.de la Loubère .

laokhorath Vor einer Sekunde
#

With an Introduction by David K.Wyatt Oxford University Press 1969

pages 260

แปว่าD.Wyatt คอปออกจากปื้มA New Historical Relation of the Kingdom of Siam by Monsieur de La Loubere (Envoy Extraordinary from the French Kiing to the King of Siam ,in the years 1687 and 1688) Translated by A.P. Gen.R.S.S. London 1693 เท้านั้นเอง

ห้นา 76

The Siameses have no curiosity, and do admire nothing. They are proud with those that deal gently with them, and humble to those that treat them with rigour.


They are fubtible and variable, like all those that perceive their own weakness

ปิ้มเวลา200ปีแห่งสงครามยาดกินก­­ีน ล า ว ระหว่าง ไทยและเวียดนาม อาจจะสำเร็จจรีงหริอ ใน ศว ที่ 21

ไม่บอกผู้แต่ง ปารีส 1995 80ห้นา

ห้นา13 ผุ้แต่ง ลอก มาเป็นภาษา(ล า ว )คนส่วนไห่ยของ ปทจาก ปื้มของ ท่าน ลาลุแบร์ ห้นา234ดั่งนี้

ชาวสยามไม่อยากรู้อยากเห็นหริอน­­ียมชมชื่นในอะไรๆ ทั้งนั้นถ้าใครประพฤตีต่อเขาอย่­­างมีสัมมาคารวะก็จะเรีบทะ

นง เย่อหยี่งให่ญ่

แต่

กลับยอมตนเองหมอบราบก่บุคคลที่ใ­­ช้อำนาจขิงขังข่ม

เอากับตนชาว


สยามเป็นคนเจ้าเล่ห็และกลับกลอก­­อยู

เสมอเช่นคนทั งหลายที่รู้จุดอ่อนเเอของตนเองฉ­­ะนั้น

อี่หีเคียวมุฑิตา เขียวหวาน อี่หลากแห้ลวรรณดี วงศ์วุฒิวัฒ

อี่ห่าเหี้ยนุสรา ช่วยปัญญา และบักโจรเหี้ยย์ทรงยศ แววหงส์ พวกเจ้า อย่าปบเดร ข้อย ชีเปีด โป่งว่า นักการทูตชาวอังกฤษJohn Crafurd ประจำ อีนเดีย ท่าน ชมเชีย ราชวงค์ลาวที่ถูกเป็นตัวประกัน ที่ กรุงเทพ (พระเจ้าอนุเรา) อย่างไร และ ทำไหม Sir Bowring เขกกระบานพวกสุ ว่า จ้าวสยาม ที่ กท ทุกคน ชอบแต่งงานกับเจ้าหยี่งลาวหริอ สาว ล า ว และ ชอบ หมากขามลาวอีกเสีย ด้วย

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

http://rideasia.net/forum/the-chinese-casino-in-boten-laos-t412.html


AT HOME and abroad, China is a byword for fast-track development, where yesterday’s paddy field is tomorrow’s factory, highway or hotel. Less noticed is that such development can just as quickly go into reverse. Golden City, in Boten, just over the border from China in tiny Laos, is a case in point.

When a Hong Kong-registered company signed a 30-year, renewable lease with the Lao government in 2003 to set up a 1,640-hectare special economic zone built with mainland money and expertise, Golden City was touted as a futuristic hub for trade and tourism. The builders promptly went to work, and a cluster of pastel blocks rose amid the green hills of northern Laos. Thousands of Chinese tourists and entrepreneurs poured into the enclave, drawn largely by the forbidden pleasures and profits of gambling, which is illegal in China, except in Macau. Today the main casino, inside a three-star hotel, lies abandoned, its baize tables thick with dust.

The trouble started in December, when Chinese gamblers found that the operators refused to let them leave until they had coughed up for betting losses. Officials from Hubei province apparently negotiated the release of several “hostages”, but many more continued to be held against their will. Accounts in the Chinese media say that casino recruiters lured gamblers with offers of free travel and hotel rooms, only to be kept captive and beaten when their credit ran out. Lao villagers swap grisly tales of corpses dumped in the river.

Chinese authorities have since put the boot into Boten. In March the foreign ministry warned citizens not to gamble in Laos and accused Golden City of cheating its cross-border customers. It said it had demanded that Laos close down the casino. Last month the casino duly shut, and the smaller gaming halls have since gone too. The 232-room hotel, which is almost empty, will be next.

Most shop and restaurant owners have packed up and left, as have the Thai transvestite show and the legions of prostitutes. Stricter visa rules for Chinese tourists have added to the squeeze. A Lao policeman, who admits to having nothing to do, puts the town’s dwindling population at 2,000, down from 10,000 at its peak. The enclave’s economy seems to have collapsed just as the builders hit their stride with a new high-rise hotel and a shopping centre bristling with columns in the classical style.

Golden City says it has pumped $130m into the project’s first phase, including funds from outside investors. A company official, Ginger He, puts a brave face on things, arguing that the slump is a chance to rebrand the enclave as a wholesome tourist destination and import-export zone. She blames the bad publicity on shady Chinese concessionaires who ran the card games in the casino—as if the company had expected angels. Golden City has since declared force majeure to revoke its contracts. Investors might wish to sue under Lao law. But Miss He points out that China had ordered Laos to close the casino. “Little brother cannot fight with big brother,” she says.

At the best of times, cross-border casinos are risky investments, since China often cracks down on outbound gamblers. Warlords in Myanmar have previously felt the consequences, with gambling dens left to rot in the jungle after borders grew tighter. Business folk in Boten say the action may have moved to casinos elsewhere in Laos and Myanmar. A Macau-based company has recently completed a giant riverside casino in the so-called Golden Triangle, where Laos meets Thailand and Myanmar.

But Golden City was supposed to represent more than just a fast buck. The developers persuaded Laos of the benefits of allowing a Chinese-run enclave. Its residents, they said, would “form a huge community and a modern society”, in the words of their brochure. The zone also took on some of the trappings of the Chinese state, including uniformed security guards, development slogans and even the Chinese currency. This gave the false impression that it enjoyed official backing. Instead, it became an irritant that Beijing had to put in its place.

_________________
"Life is what happens to you while busy making other plans"

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ແມ່ຈ້າງນາງເລງ
ຍາເສບຕິດ
ສໍ້ໂກງປົ້ນຊາດ ຫລິ້ນພັກຊູພວກແບບລະບົບເຄຶ້ອຍາດn­epotism
ອ່ອນເພັຍໃນການຄອງເມຶອງຊິ­ນສະຕິຂໍທານແບບຫ້ນາສັງກະສິໄຮ້ຢາງ­ອາຍ
ແມ່ນບັນຫາ ທັງຫລາຍທັງປວງພວກໂຈນແນວລາວແກ້ໄຂ­ບໍ່ໄດ້ຮອດດຽວນີ້ ເມື່ອເປັນບັນຫາທີ່ຕົກເປັນບັນຫາແ­­ກ້ບໍ່ໄດ້ກະປ່ອຍເລີຍຈົນເຕັມອານາ­ຈັກ ຄມນລາວແດງມີແຕ່ກະຫລີ່ ພັກສົ່ງອອກນອກປທ(ເຕັມໄທ)ຍັງບໍ່ແ­ລ້ວຍັງເອົາເປັນສີ່ງດືງດູດ ເອົາລາວນອກຫັວອ່ອນເຂົ້າປທອີກ

ກ່ອ­ນປີ75ຝ່າຍຂວາເຮົາທັງໆທີ່ມີສົງຄາ­ມ ແມ່ຈ້າງນາງເລັງຈາກຝັ່ງຂວາກັບລອຍ­ຂ້າມໂຂງສູ່ຝັ່ງຊ້າຍ ນີ້ຊີ້ໃຫ້ເຫັນວ່າ ພວກລວງໂລກຄອງເມືອງແບບ ຜດກຫ້ນາຈະຮູ້ສີ່ງນີ້ໄດ້ນະ

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ຊີວິດຂ້ອຍໃຜລີຂິດ
ຊີວິດຂ້ອຍໃຜລີຂິດ
ຊີວິດຂ້ອຍໃຜລີຂິດ

ໂດຍນາງນົກຣາຕີ

ອອກອາກາດຄັ້ງທຳອິດທີ່ວີທຍຸເອເຊັຍເສຣິ ເມື່ອວັນທີ່໑໕.໑໑.໐໗ແລະແວບໄຊ laofr.net dimanche13.1.08

ແຕກຕ່າງກັນ ເຫຶມອນກາ ຊື່ ພາຫານະດຳຣົງຊີບ
ສັງຄົມຄອມມູຍນີສ ຫືລເສຣີກະບໍ່ປັສຈາກ“ເງີນ“ໄດ້ ມີເງີນ ມີອຳນາດ ມີສື່ສຽງ ທຸກຄົນແມ່ນຝັນຫາ ການປະພຶດ ດີຊົ່ວແມ່ນຢູ່ທີ່ຕົນເອງ.ປີນີ້ອາຍຸຂ້ອຍອາຍຸໄດ້໑໘ປີ ພໍ່ຂ້ອຍຄືອະດິດ ນັກປະຕີວັດແນວລາວຮັກຊາຕ ພໍ່ຂ້ອຍເຮັດວຽກຕໍ່ສູ້ກັບໃຜ ຍ້ອນຫັຍງ ຂ້ອຍບໍ່ເຄີຍສໍ້ຖາມ ຂ້ອຍຮູ້ພຽງວ່າດີນທີ່ພວກຂ້ອຍປຸກ „ຕູບ“ຢູ່ທຸກມື້ນີ້ ແມ່ນເປັນຜົນງານຂອງພໍ່ ທີ່ພໍ່ໄດ້ຍາດແຍ່ງມາໄດ້ຈາກທີ່ເຈົ­້າຂອງຂອງເຂົາໂຕນຫນີໄປ.ແມ່ຂ້ອຍເຄີຍເຕືອນຂ້ອຍວ່າ ລູກໄດ້ຮ່ຳຮຽນສ່ຳນີ້ ດີແລ້ວຍັງມີຫລາຍມື່ນຫລາຍພັນຄົນຍັງບໍມີ­ໂອກາດຊີໄດ້ຮຽນຄືຈັ່ງຊີ້
ເຫືລອອີກປີດຽວຂ້ອຍກະຊິຈົບມໍ ໖ ແຕ່ຂ້ອຍກະຕ້ອງຈຳໄຈອອກໂຮງຮຽນບໍ່ແມ່ນຂ້ອຍກະແດ້ ແມ່ນຂ້ອຍເມົາມົວຕິດຢາເສບຕິດ ຕົກຄ້າງຫ້ອງຂ້ອຍກະບໍ່ເຄີຍປະລະກາ­ນຮ່ຳຮຽນ ໄປທ່ຽວການຄືນ ຂ້ອຍຕ້ອງກາຍມາເປັນຄົນຂາຍຕົວທີ່ມີຜູ້ຊາຍຈ້າງ ເພື່ອບຳເຣີ ຍ້ອນ ບໍ່ທົນສາມາດເຫັນ ນ້ອງຊາຍຂອງຂ້ອຍ ໄປເລາະເກັບກະປ່ອງ ຫ່ນວຍລະ໕ພັນກີບ ະເຊົ້າກ່ອນຈະໄປການ ພໍ່ຍັງໄປສຸກລໍ້ຮັບຈ້າງ ຢູ່ຕລາດຈົນ ເຖີງເວລາແປດໂມງພໍ່ຈື່ງກັບບ້ານອາ­ບນ້ຳຖ່າຍເຄືອງນູ່ງສຊຸດພະນັກງານປັ່ນລົດຖີບອີ່ຮ້າງທີ່ ແແມ່ ໄດ້ມາຈາກການຮັບຈ້າງເຮັດອານາມັຍຢ­ູ່ບ້ານອາແປ້ ກ່ອນເພີ່ນຈະໄປຕ່າງປະເທດຂ້ອຍຢາກໃ­ຫ້ພໍ່ຂ້ອຍມີໂອກາດ
ຂີ່ລົດໄຫ່ຍກ່ອນຂ້ອຍຈະກາຍເປັນຜູ້­ຍີງໂສເພນີແບບຈຳເປັນໄດ້ມີເຖົ້າແກ່ໄຫ່ຍແຕ່ຍັງຫູ່ມນແໝ­້ນແລະເຂົາກໍ່ຄົງຈະຮັກຫືລອິຕົນຂ້­ອຍພໍສົມຄວນເຂົາຈື່ງບອກວ່າ ຖ້າພໍ່ຂໍ ໂຄຕາຣົດຈາກຣັຖບານໄດ້ເຂົາຈະສົ່ງລ­ົດເຂົ້າມາໃຫ້ ແຕ່ກໍ່ເປັນລົດມືສອງຈາກຕ່າງປະເທດ ພໍ່ເລີຍໄດ້ຕອບວ່າພໍ່ ບໍ່ ແ ມ່ ນ ຄົ ນ ອັ ຕ ປື ພໍ່ບໍ່ມີເສັ້ນສາຍຈະຊາຫັຍງເລື້ອງຂະນາດນັ້ນ ແຕ່ເລື້ອງຂໍເງີນນະໂຍບາຍແປງເຮືອນສອງລ້ານກິບຍັງຖືກປະຕິເສດ
ເມື່ອໄດຝົນຕົກຕ້ອງໄດ້ເອົາຄຸມາໂຕ­່ງນ້ຳຢູ່ຂ້າງບ່ອນນອນນັ້ນມັນເປັນອະດິດໄປແລ້ວ ດຽວນີ້ເຖິງແມ່ນວ່າຂ້ອຍຈະບໍ່ມີລົ­ດຄັນໄຫ່ຍ ແຕ່ຂ້ອຍກະມີລົດຈັກອັນເປັນທີ່
ນິຍົມຂອງວັຍລູ້ນຂີ່ພໍທີ່ຈະໃຫ້ພໍ່ຊ້ອນແມ່ໄປເຮືອນພີ່ເຮືອນນ້ອງໄດ້ ຂ້ອຍແລກປ່ຽນມັນມາດ້ວຍຮ່າງກາຍແລະສີ່ງຫວງແຫນຂອງຂ້ອຍເອງ ອີກເຫດການນື່ງທີ່ຂ້ອຍຈື່ບໍ່ລືມ
ກະຄືຕອນທີ່ແມ່ລົ້ມປ່ວຍຕ້ອງເຂົ້າໂຮງໝໍຜ່າຕັດ ພໍ່ໄດ້ໄປຂໍນະໂຍບາຍຂໍຢືມເງີນບຳນານກ່ອນລ່ວງຫ້ນາ
ແຕ່ຖືກ ບັ ກ ກ າ ນ ເ ງີ ນ ປະຕິເສດບອກວ່າເງີນບໍ່ມີໃນຄັງ ຈາກນັ້ນຕອນຄ່ຳ ມັນໄດ້ໄປທ່ຽວບາຣ ບ່ອນທີ່ຂ້ອຍເຮັດວຽກຂ້ອຍໄດ້ວາງແຜນຫລອກເອົາເງີນມັນວ່າຈະຕົກລົງໄປຄ້າງຄືນນຳ ຫລອກໃຫ້ມັນຈ່າຍເງີນກ່ອນ ໑໕໐ ໂດລາ ແລ້ວນັ່ງເກີ້ ລໍຖ້າຢູ່ເທິງລົດກະຊວງຂອງມັນ
ຂ້ອຍສາສົມໄຈອີ່ຫລີ ພໍ່ຈະຂໍໄປຢືມເງີນຮ້ອຍພັນກິບ ມັນ

ຍັງປະຕິເສດ ແຕ່ມັນຍັງຍອມຈ່າຍໃຫ້ຂ້ອຍຕັ້ງ໑໕໐ ໂດລາ ເພື່ອແລກປ່ຽນກັບຄວາມສຸກພຽງຊົ່ວຄາວ ຂ້ອຍຈະຮູ້ສືກດີໄຈຫລາຍເມື່ອເລື້ອງລາວຂອງຂ້ອຍ ໄດ້ຖືກຖ່າຍທອດໃຫ້ຄົນທັງຫລາຍຮູ້
ຂ້ອຍບໍ່ໄດ້ຫັວງໃຫ້ໃຜມາສົ່ງສານເຫັນໄຈຫືລສົມນ້ຳຫ້ນາ ຂ້ອຍຢາກບອກໃຫ້ທຸກຄົນຮູ້ວ່າ
ສັງຄົມທີ່ຂ້ອຍຢູ່ມັນໄດ້ບິບຮັດໃຫ້ເປີດໄຟຂຽວໃຫ້ຂ້ອຍເປັນແນວນັ້ນ ຂ້ອຍຢາກສົ່ງຂ່າວໃຫ້ຜູ້ນຳ
ຂອງພັກ ປະຊາຊົນປະຕະວັດລາວຫີລງເຫັນສະພາບຊີວິດການເປັນຢູ່ຂອງຄອບຄົວສະມາຊີກ
ນັກປະຕີວັດຜູ້ນື່ງແລະຄົງຍັງມີອີກຫລາຍໆຄອບຄົວທີ່ຍັງອົດຫິວຂາດເຂີນກ່ວານີ້ ອາດຈະຍ້ອນວ່າເຂົາເຈົ້າ ບໍ່ມີລູກສາວທີ່ສວຍງາມເຫືມອນຂ້ອຍ


__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

ນ.ຍ.ລາວ ຢືນຢັນທີ່ຈະລົບລ້າງ ຄວາມທຸກຈົນ ຂອງປະຊາຊົນ ໃຫ້ໄດ້ພາຍໃນປີ 2015
ນ.ຍ.ລາວ ຢືນຢັນທີ່ຈະສຸມທຸກກຳລັງ ຄວາມສາມາດ ເຂົ້າໃນການພັດທະນາ ເພື່ອລົບລ້າງຄວາມທຸກຈົນ ຂອງປະຊາຊົນລາວ ໃຫ້ໄດ້ພາຍໃນປີ 2015.

ທ່ານສຸບັນ ສະລິດທິລາດລັດຖະມົນຕີປະຈໍາສໍານັກ ງານນາຍົກລັດຖະມົນຕີໄດ້ ຖະແຫລງຍອມຮັບໃນຖານະ ປະທານ ຄະນະກໍາມະການ ຄວບຄຸມ ແລະກວດກາຢາ ເສບຕິດແຫ່ງຊາດລາວວ່າ ປະເທດລາວກໍາລັງປະເຊີນ ກັບບັນຫາການຊົມໃຊ້ຢາ ເສບຕິດເພີ້ມຫຼາຍຂຶ້ນນັບມື້ ໂດຍສະເພາະແມ່ນການຊົມ ໃຊ້ຢາບ້າຂອງບັນດາເຍົາວະຊົນລາວນັ້ນ

ກໍຍ້ອນວ່າ ໂຄງການພັດທະນາເພື່ອແກ້ໄຂປັນຫາຄວາມຢາກຈົນ ເຂົ້າໄປບໍ່ເຖີງ ໝູ່ບ້ານສ່ວນໃຫ່ຍທີ່ເຂົ້າຮ່ວມໃນແຜນການ ລົບລ້າງການປູກຝິ່ນຢ່າງສີ້ນເຊີງ ຈໍານວນ1,100 ກວ່າໝູ່ບ້ານ ນັບແຕ່ປີ 2006 ເປັນຕົ້ນມາ.

..........................................................................................


ພວກຄວາຍ ມືງເວົ້າມາແລ້ວ 36 ປິ ມິຫຍັງແກ້ໄຂໄດ້ ນອກຈາກ ແກ້ ສະລີບເມັຍພວກມືງຫັ້ນ
ພວກຄວາຍ ມືງເວົ້າມາແລ້ວ 36 ປິ ມິຫຍັງແກ້ໄຂໄດ້ ນອກຈາກ ແກ້ ສະລີບເມັຍພວກມືງຫັ້ນ
ພວກຄວາຍ ມືງເວົ້າມາແລ້ວ 36 ປິ ມິຫຍັງແກ້ໄຂໄດ້ ນອກຈາກ ແກ້ ສະລີບເມັຍພວກມືງຫັ້ນ

ເພື່ອຍ່າງອອກຈາກຄວາມທຸກຍາກໄດ້

ທຸກໆ ຄອບຄັວ (100ເປິເຊັນ)
ຕ້ອງມິວິດຊິມໃຊ້
ມິນ້ຳປະປາ
ໄຟຟ້າ
ຕູ້ເຢັນ
ເຄຶ້ອງຄັວກິນໄຟຟ້າ
ເຕົາຮິດໄຟຟ້າ
ໂທຣະທັດ
ໂທຣະສັບ
ເຄື່ອງຊັກເຄຶ້ອງໄຟຟ້າ
ທຸກໆ ຄັວເຮຶອນ ທິ່ ປອດ ເຮຶອນໄມ້ໄຜ່


ສິ່ງກ່າວມາຂ້າງເທຶງນິ້ ປທ ເສດຖິເຈົ້າໂລກ 12 ປທ ທິ່ ອົພຍົບລາວມາອາສັຍໃນ Pee 75 ຫາຍຫ່ວງ ແລ້ວ
ບໍ່ມິບັນຫາແລ້ວ

ແຕ່ບ້ານເຮົາ ຄົນ 6 ລ້ານຄົນ ຍັງມິຈັກເປິເຊັນ ຕົກຮັບກັບສິ່ງນີ້ໄດ້ລະ

ບັກຈູມ ບຸນຍັງ(ບັກຫມາສິ້ແມ່ໂຕນິລະມັນປະກາດ ກ່ອນພັກຊິເຕະມັນລົງຈາກ ນຍ ໃນປິ2020 ລາວຊິຫາຍທຸກ) ໄປກອດຄໍບັກຄຳຕາຍ ໄຊສົມພອນ ສັນຍາລັກ ສັນຕິພາຍ ໄປ ຄົ້ນເອົາສົບ ບັກໄກສອນຂື້ນມາຝັກ ແລະ ບອກ ມັນວ່າ ອິກ ຊາວຊາດ ຄມນ ມຶງກະແກ້ໄຂຄວາມທຸກຍາກໃນ ປທ ນິ້ ບໍ່ໄດ້ເດັດຂາດ

ສິ່ງນື່ງອິກ ທິ່ ລຶມບອກ ທຸກ ໆ 1000ຄົນ ໃນ ປທເສດຖຶ ມິລົດ່ແລ້ວ 500ຄົນຮອດ700
ແປວ່າ ທຸກໆ ສອງຄົນມິລົດຂີ່ຄັນນື່ງ
36 ປິ ລາວນອກ ມາຊົ້ນໃນຄວາມຮັ່ງມິ ມິລົດຂິ່ຈັກ ລູ້ນແລ້ວ

ຈູມລຸກຂື້ນມາຕອບດ້ວຍ ມຶງຢ່າເສຶອກdomແຕ່ຫອຍເມັຍມຶງຫລາຍ


ບ້ານເຮົາ ຄົນ90ເປິເຊັນ ຍັງຂີ່ກຽນຢູ່ ແບບປິ 1975 ເມື່ອໂຈນເຂົ້າມາ ວຽງຈັນ
ມັນແມ່ນຄວາມສະຫາຍບັວສອນ ບອກ ທິ່ ສິ່ງກະໂປແລ້ວ ໃນປິ 2008
ວ່າ ສປປລ ລ້າຫລັງກ່ວາ ອມຣກ 300 ປິ

ປາກບໍ່ດິ ແກວລາກຄໍອອກຈາກ ນຍ ຊ້ຳ

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Dear my fellow compatriots
Concerning the Lao-Viet need 44mil to develop the country is not unusual, that is a common behavior of the nation bandits they raise all matter that they deem will get help, but after they get the money what they should do they just keep the money in their pockets
who can complaint about this, if they are so stupid lack of knowledge to rule the country properly they must step aside and let other capable Lao nationalist to rule, everyone who born on and work for it is a owner of this land, why they claim to be owners and use Viet-Minh soldiers to protect them. Dumb! Dumb ! Dummmmmmm
I would say they need money to pay back the blood debt of Viet-Minh soldiers who lift up their butts into the power and be loyalty to a life time slavery. Lao people must stand up and kick them out.
Sad--Sad--- Laos ...



ພວກເຮົາລາວນອກລາວໃນ ຈົ່ງໃສ່ໃຈຊອກວິທີແກ້ໄຂ
ຄັບໄລວຽດນາມຈີນແດງ ອອກຈາກແຜ່ນດິນລາວ
ພວກເຂົາເຂົ້າມາປຸ້ນຊັບສິນເງິນທອງບໍ່ແຫ່
ໄລແຕ່ປະຊາຊົນລາວຫນີ ພ້ອມທັງຈະມ້ຽນຄົນລາວນອກໃຫ້ວອດວາຍ
ພັດຫມາຍຢາກໄດ້ແຕ່ເງິນເຂົາ ວ່າແຕ່ເພີນ ພັດເອົາຢາຜິດໃຫ້ກິນ
ເມືອໄດ້ສັບສິນນຳແລ້ວຢາກມ້ຽນໃຫ້ລາວນອກລາບຄາບ

ຫມາ ດິດແມ່ມືງພວກເນຣະຄຸນໂຈນລາວແດງພັກທຸກຄົນ

__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

เสียดินแดน"ปราสาทพระวิหาร" ประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน สังคมวัฒนธรรม สุวรรณภูมิวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 11:00:24 น. Share217 โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร "ผืนดินแลกเปลี่ยน" ในแผนที่ Covention du 7 Octobre 1902 (ขนาด 400x296 มม.) โดยกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส จากหนังสือ Documents diplomatiques affairs de Siam 1893-1902 (พ.ศ.2436-2445) พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีส พ.ศ.2445 (ค.ศ.1902) ตรงกับปลายรัชกาลพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 แสดงเขตแดนสยามตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2445 (ค.ศ.1902) พื้นที่แรเงา คือดินแดนที่สยามเสนอให้ฝรั่งเศส ได้แก่ หลวงพระบางฝั่งขวาบางส่วน จำปาศักดิ์ และมโนไพร แลกกับการให้ฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่อนุสัญญานี้ไม่มีผลใช้บังคับเพราะทางรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบัน นำไปสู่การเจรจาเพิ่มเติมจนได้อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446 (เท่ากับแบบสากลคือ ค.ศ.1904) โดยสยามยินยอมสละดินแดน 6 ผืน คือ หลวงพระบางฝั่งขวาทั้งหมด จำปาศักดิ์ มโนไพร ตราด ด่านซ้าย และฝั่งซ้ายแม่น้ำคอบ แลกกับการให้ฝรั่งเศสถอนออกจากจันทบุรี (ภาพจาก ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจและแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ) บทความชื่อ "เสียดินแดน" เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ "ไทย" ไม่เคยเสียดินแดน) ของ ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนอธิบายถึงความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง "การเสียดินแดน" ว่าวางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ โดยได้อ้างถึงระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในอุษาคเนย์สมัยก่อนศตวรรษที่ 20 ไว้ จะสรุปมาย่อๆ ดังนี้ ′รัฐเจ้าพ่อ′ในอุษาคเนย์ รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไปคือ เป็นความสัมพันธ์แบบ "เจ้าพ่อ" เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก "ค่าคุ้มครอง" จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆ และไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน ดังนั้น เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น "อิสระ" (คำว่า "อิสระ" แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) เพราะยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ "ความคุ้มครอง" ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย "ค่าคุ้มครอง" ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้จึงยังไม่มี เพราะอำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคนคือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มีไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า "ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร" พื้นที่บารมีทับซ้อน ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆ ถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าต้องโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก "ค่าคุ้มครอง" ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯ จึงเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี "เสียดินแดน" คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม "ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว" ฝรั่งชนะจึงได้ไป ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯ แบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือหลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า "ไทยเสียดินแดน" "เสียดินแดน"ประวัติศาสตร์หลอกไพร่ให้เข้าใจผิด ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ "เสียดินแดน" แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ "เสียดินแดน" ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ "เสียดินแดน" มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทรรศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้องถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ มาเป็นของตนด้วย 2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่ องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ "เสียดินแดน" โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริ่มผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ "เรียกร้องดินแดนคืน" ในปี 2483 และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ "เสียดินแดน" ฝังแน่นในสังคมไทย วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ "เสียดินแดน" เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ "เสียดินแดน" ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน ปราสาทพระวิหาร ประเทศไทย "เสีย" หรือ "ได้" ดินแดน? อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน รวมถึงพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารด้วย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้เหตุผลไว้ในบทความเรื่อง "อดีตและอนาคตของปราสาทพระวิหาร" (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2554) ว่า การทำสนธิสัญญาในเรื่องเขตแดนกับฝรั่งเศสใน พ.ศ.2447 ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่แนบท้ายด้วยนี้ รัฐบาลในสมัย ร.5 น่าจะเห็นว่าเป็น "ความสำเร็จ" ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง ขณะนั้นยังไม่แน่ชัดว่ามหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศสยอมรับการมีอยู่ของประเทศสยามแค่ไหน เช่น ที่ราบสูงโคราชทั้งหมดเป็นของสยามหรือเป็นดินแดนที่ยังต้องเจรจาต่อรองกันก่อน อย่าลืมว่าใน พ.ศ.2447 ฝรั่งเศสยังยึดจันทบุรี, ตราด และเกาะในอ่าวไทยด้านตะวันออกไว้ทั้งหมด ด้วยข้ออ้างว่าเป็นหลักประกันว่าสยามจะยอมทำตามสัญญายุติความเป็นปรปักษ์กันใน พ.ศ.2436 ฉะนั้น เมื่อฝรั่งเศสยอมลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ.2447 จึงเป็นครั้งแรกที่สยามได้อธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก เป็นอันหมดกังวลเสียทีกับความเปราะบางของอธิปไตยสยามทางด้านนี้ แผนที่แนบท้ายซึ่งสยามให้คำรับรองไว้ จะบิดเบี้ยวไปจากสันปันน้ำอย่างไร จึงไม่มีความสำคัญนัก เส้นเขตแดนที่เลาะเลียบแม่น้ำโขงและเทือกเขาพนมดงเร็กมีความชัดเจนแน่นอน และประกันความปลอดภัยของสยามสำคัญกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้กับปราสาทขอมซึ่งแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้จึงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง "เสียดินแดน" ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้ อ.ธงชัยกล่าวไว้ในช่วงท้ายของบทความ ........... ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายถึงความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง "การเสียดินแดน" ว่าวางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ ได้แก่ 1.เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ 2.เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ 3.เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียวเมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้น ดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว 4.เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร หน้า 20,มติชนรายวันฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม 2554



__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 



__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

Anonymous wrote:


 ສູ້ເພື່ອປະຊາທິປະໃຕ,ເພື່ອຊາດລາວແລະປະຊາຊົນລາວທັງຊາດ,ເກົ້າອົດເກົ້າເຍື້ອນຫາກຈະໄດ້ທ່ອນຄໍາ.



__________________
Anonymous

Date:
Permalink   
 

2 kings from the kingdom of Thailand
and
Anachak Jone 500 Neo lao



ຢາກໃຫ້ຄົນລາວ42ລ້ານຄົນ ໃນສຍາມ ປທ ມາເຫັນເດ ຄວາມເປັນລາວຍິ່ງຊິສູງຂື້ນ ກອດຄໍກັນທຶນເຈົ້າພໍ່ອານານິຄົມສຍ­າມ ແລະ ແກວ ອອກຈາກຜຶນແຜ່ນດິນລ້ານຊ້າງເຮົາ
ปร­ะชา ชน หาปลา พระราชาคอยแดก ปชชจ่ายแจก กษัตริย์ communist Lao Deang แดกเงินฟรี ปชชทำงานองค์ภูบาลแดกเหล้า ประชาชนปลูกข้าว พระองค์เจ้า Choummaly สูบบุหรี่ ประชาชนเลือกตั้ง ไอ้บอดสั่งรัฐประหาร ประชาชนจ่ายทาน ไอ้เล็กผลาญภาษี ปชชทอผ้า องค์เจ้าฟ้าเที่ยวเล่น ประชาชนทำเป็น องค์
ราเชนทร์ เล่นปาหี่ ปชชประหยัด องค์กษัตริย์ฟุ่มเฟือย ปชชทนเมื่อย ไอ้เ-หี้-ยเหนื่อยทั้งปี
by น้องใหม่ ใส่เสื้อแดง

__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.



Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard