ລາວໂຮມລາວ ເພື່ອປະຊາທິປະໄຕ

Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: แฉแผนสหรัฐใช้อู่ตะเภา แผ่อิทธิพลดุลอำนาจจีน
Anonymous

Date:
แฉแผนสหรัฐใช้อู่ตะเภา แผ่อิทธิพลดุลอำนาจจีน
Permalink   
 


แฉแผนสหรัฐใช้อู่ตะเภา แผ่อิทธิพลดุลอำนาจจีน

กองทัพหวังแสวงประโยชน์ทางเทคโนโลยีจากสหรัฐเข้ามาตั้งโครงการบรรเทาสาธารณ ภัยที่อู่ตะเภา ยืนยันไม่ให้ใช้เป็นฐานทัพแน่ แต่อดีตเลขาธิการ สมช.เชื่อมะกันหวังแผ่อิทธิพลดุลอำนาจจีน ขณะที่นักสังเกตการณ์ชี้ยุทธศาสตร์โหมโรงทำสงคราม
    แหล่งข่าวจากกองทัพเรือเผยเมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ถึงกรณีองค์การนาซาขอรัฐบาลไทยเข้ามาตรวจสภาพแวดล้อม และจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยฯ ที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ว่า กระทรวงกลาโหมและกองทัพได้ประเมินสถานการณ์ในภูมิภาคนี้มาพอสมควร ถือเป็นภาคปฏิบัติของการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนของสหรัฐ ว่าจะ  “ไอแชลรีเทิร์น”  เข้ามาในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของวอชิงตัน ดี.ซี. ในส่วนของไทย สหรัฐเข้ามาในฐานะของพันธมิตรเก่า  โดยเดือนที่ผ่านมาก็เข้ามาในลักษณะการฝึกร่วมผสมในเรื่องการบรรเทาสาธารณภัย ที่ จ.ภูเก็ต  การฝึกกะรัตของกองทัพเรือ เป็นต้น  
    "เราเป็นประเทศเล็ก เมื่อมหาอำนาจแหย่ขาเข้ามา เราก็จะต้องแสวงหาประโยชน์ในเรื่องเทคโนโลยี ความช่วยเหลือในเรื่องผลกระทบจากภัยธรรมชาติ พร้อมกันนั้นยังต้องวางสถานะที่อยู่ตรงกลาง ต้องรักษาระยะห่างระหว่างจีนกับสหรัฐ ให้ดี ที่สำคัญคือเราต้องรอบคอบ ดูว่าวิธีการในการเข้ามาของเขาเป็นอย่างไร แล้วเราควรจะวางตัวอย่างไร" แหล่งข่าวระบุ
         เขายังบอกว่า ประเทศไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ในอดีต สหรัฐก็ใช้อู่ตะเภาในการเป็นจุดแวะพักในกรณีของสงครามอิรัก เนื่องจากเรามีข้อตกลงและมีเอ็มโอยูที่ทำกันมา สิ่งที่ประเทศเล็กจะทำได้คือแสวงหาประโยชน์   ขึ้นอยู่กับเทคนิค หรือวิธีการ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เรื่องวิธีการและวางตัวสำคัญที่สุด ต้องทำให้ดูกลมกลืน และเนียนๆ  ไม่ใช่ประกาศว่าเรารู้ว่าเขาจะมาอย่างไร
    “เรื่องเหล่านี้ นักวิชาการในเหล่าทัพศึกษาและรู้ข้อมูลว่าสหรัฐจะเข้ามาทำอะไร เราก็รายงานไปถึง ผบ.เหล่าทัพ  รัฐมนตรีกลาโหมก็รู้ว่าสหรัฐจะมายังไง แต่เราจะไปเอียงซ้าย เอียงขวาไม่ได้ ถ้าเสนออะไรมาก็รับหมด ช่วยเหลืออะไรมาก็รับ แต่ถ้าเข้ามาตั้งฐานหรือใช้เราเคลื่อนไหว เรารู้ดี และก็คงไม่ยอมแน่ ซึ่งถ้าสหรัฐไม่ได้อย่างที่หวังทั้งหมด โดยเราที่ไม่ผ่อนเลย เขาก็จะใช้วิธีการกดดันเราด้านอื่น เรื่องพวกนี้จึงต้องสมดุล" แหล่งข่าวระบุ
    อย่างไรก็ตาม นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตั้งข้อสังเกตว่า ทางการไทยยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเพราะเหตุผลด้าน การพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ และสนับสนุนงานสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่ทางสหรัฐอเมริกาต้องการเข้ามาแผ่ขยายอิทธิพลทางการ เมืองในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อคานอำนาจประเทศจีน
    “อาจมีการเชื่อมโยงไปถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ในประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือแนวหมู่เกาะสแปรตลีซึ่งเป็นบริเวณที่มีแหล่ง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จนหลายประเทศที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากต้องการ เป็นเหตุให้ทางสหรัฐสนับสนุนประเทศฟิลิปปินส์ในการอ้างสิทธิจนสร้างความไม่ พอใจให้กับประเทศจีน”
    นายถวิลกล่าวต่อว่า ในการใช้พื้นที่อู่ตะเภาของสหรัฐนั้นเข้าข่ายมาตรา 190 วรรค 2 แห่งรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอให้สภาพิจารณาด้วยเช่นกัน จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องยืดเวลาปิดสมัยประชุมสภาออกไป
    ขณะที่นักสังเกตการณ์บางรายชี้ว่า กรณีสหรัฐหันเหทิศทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอเมริกันมายังภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นการโหมโรงเพื่อทำสงครามกับจีน
    บรูซ แก็กนัน ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านอาวุธและอำนาจนิวเคลียร์ในอวกาศ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเมืองบรันวิก มลรัฐเมน ได้เผยแพร่บทความทางเว็บไซต์ GlobalResearch.ca ระบุว่า รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ลีออน พาเน็ตตา ได้บรรยายนโยบายใหม่ดังกล่าวของสหรัฐในต่างกรรมต่างวาระ มีใจความสรุปได้ว่า สหรัฐจะเสริมสร้างกำลังทางทะเลและทางอากาศในเอเชียเพิ่มขึ้นภายใต้ ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "AirSea Battle" ซึ่งอดีตรองประธานเสนาธิการร่วม พลเอกเจมส์ คาร์ตไรท์ บอกว่า ยุทธศาสตร์นี้กำลังสร้างภาพจีนว่าเป็นผู้ร้าย
    เขาบอกว่า รัฐบาลของบารัก โอบามา กำลังเดินสายขายนโยบายนี้ พวกเขารู้ว่าคนอเมริกันเบื่อหน่ายสงคราม พวกเขาจึงต้องเริ่มสร้างความหวาดกลัวต่อภัยคุกคามใหม่ในย่านเอเชีย-แปซิฟิก นั่นคือจีน ดังที่พาเน็ตตาได้กล่าวกับบรรดาผู้สำเร็จหลักสูตรที่วิทยาลัยการทัพเรือใน เมืองแอนแนโพลิส มลรัฐแมริแลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า
    "โครงการสำคัญอันหนึ่งที่คนในรุ่นของพวกท่านจะต้องเผชิญคือ การรักษาและเพิ่มพูนความเข้มแข็งของอเมริกันทั่วเขตแปซิฟิก กองทัพของจีนกำลังเติบใหญ่และพัฒนาความทันสมัย เราต้องคอยจับตา เราต้องแข็งแกร่ง เราต้องพร้อมที่จะเผชิญกับการท้าทายทุกรูปแบบ" และว่า นี่เป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง และเป็นภาระทางความมั่นคงเพิ่มสร้างสันติภาพ" ผู้เขียนบอกว่า คำกล่าวเช่นนี้สะท้อนวิธีคิดแบบเดียวกับยุคล่าอาณานิคมซึ่งบอกว่า คนผิวขาวต้องแบกรับภาระช่วยอุ้มชูโลก.



__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.



Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard